หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2556

บทความทางพระพุทธศาสนาเรื่อง สังคายนา


 
    โดยพระมหาคมกริช สิริจันโท วัดอนาลโยทิพยาราม อ.เมือง จ.พะเยา

พระพุทธศาสนาจะเจริญรุ่งเรืองหรือตั้งมั่นอยู่ได้ก็ขึ้นอยู่กับพุทธบริษัท คือบริษัท ๔ ได้แก่ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ยังใส่ใจศึกษาและรักษาทรงจำสืบทอดพระธรรมคำสอนแล้วก็พากันประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนซึ่งเปรียบเสมือนพระศาสดาอยู่เสมอ การดำรงรักษาพระพุทธพจน์จึงเป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเหตุนั้นจึงมีความพยายามรักษาพระพุทธพจน์มาตลอดซึ่งก็มีมาตั้งแต่ครั้งที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ การรักษาพระพุทธพจน์หรือพระธรรมวินัยอย่างหนึ่งท่านเรียกว่า สังคายนา

สังคายนา มาจากคำว่า สํ (สัง) แปลว่า พร้อมกัน  คายนา แปลว่า การสวด แปลรวมกันว่า การสวดพร้อมกัน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สังคีติ ก็คือ การตรวจชำระสอบทาน การร้อยกรอง การสวดพร้อมกัน การประมวลพระธรรมคำสอน ตลอดทั้งการจัดพระธรรมให้เป็นหมวดหมู่ง่ายต่อการศึกษาและให้เป็นไปในทางเดียวกัน สังคายนา ใช้เรียกการที่พระสงฆ์ประชุมพร้อมกันแล้วช่วยกันสอบทานชำระสะสางและซักซ้อมทำความเข้าใจพระธรรมวินัยอันเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเพื่อรักษาความถูกต้องไว้แล้วจัดเป็นหมวดหมู่พร้อมทั้งจดจำสาธยายกันไว้ การทำอย่างนี้เรียกว่า สังคายนาพระธรรมวินัย หรือเรียกเป็นคำวัดว่า ธรรมสังคีติ

ความเป็นมาของสังคายนาและมูลเหตุของการสังคายนา

ครั้งนั้น พระจุนทเถระได้นำข่าวเรื่องศาสดาของศาสนาเชนถึงแก่กรรมลง พวกสาวกก็พากันทะเลาะวิวาทกันเรื่องคำสอนว่าศาสดาของตนสอนไว้อย่างไร มากราบทูลแด่พระพุทธเจ้า และพระองค์ได้ตรัสแนะนำให้พระสงฆ์ทั้งปวงร่วมกันสังคายนาธรรมทั้งหลายไว้ เพื่อให้พระศาสนาดำรงอยู่ยั่งยืนเพื่อประโยชน์สุขแก่พหูชน  เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่  มีอยู่ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าได้มอบหมายให้พระสารีบุตรแสดงธรรมแก่พระภิกษุสงฆ์ซึ่งรอฟังอยู่  พระสารีบุตรได้ปรารภถึง นครถนาฏบุตรคือ ศาสดาของศาสนาเชนถึงแก่กรรมลง พวกสาวกก็ได้แตกกันเป็นสองฝ่าย โต้เถียงกันด้วยเรื่องธรรมวินัยว่าท่านปฏิบัติผิดแต่เราปฏิบัติถูก เป็นต้น จึงกล่าวแนะนำให้ภิกษุทั้งหลายสังคายนาพระธรรมเพื่อจะได้ไม่ทะเลาะวิวาทกัน เพื่อให้พรหมจรรย์ตั้งอยู่ยั่งยืนนานการที่พรหมจรรย์นี้จะพึงยั่งยืนตั้งอยู่นาน นั้นพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ชนจำนวนมาก เพื่อความสุขแก่ชนจำนวนมาก เพื่อความอนุเคราะห์แก่โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย  ครั้นแล้วท่านได้แสดงตัวอย่างการสังคายนาธรรมเป็นหมวด ๆเมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จลุกขึ้นจากบรรทม ก็ตรัสชมเชยว่า พระสารีบุตรได้กล่าวสังคีติปริยาย  แก่ภิกษุทั้งหลายได้เป็นอย่างดี ซึ่งภายหลังต่อมาพระสารีบุตรก็ได้นิพพานไปก่อนที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานหน้าที่นี้จึงตกเป็นภาระของพระมหากัสสปะแทน

ต่อมาภายหลังที่ปรินิพพานของพระพุทธเจ้า เมื่อพระองค์ปรินิพพานแล้วได้ ๗ วัน พระมหากัสสปเถระได้ทราบข่าวแล้วก็เดินทางไปถวายบังคมพระสรีระของพระพุทธเจ้า  ขณะที่ท่านกำลังเดินทางอยู่ ณ เมืองปาวาพร้อมด้วยเหล่าศิษย์เป็นจำนวนมาก  เหล่าศิษย์ของพระมหากัสสปะซึ่งยังเป็นปุถุชนอยู่เมื่อทราบว่าพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วก็ได้ร้องไห้คร่ำครวญกัน ณ ที่นั้น มีพระภิกษุบวชเมื่อตอนแก่รูปหนึ่ง ชื่อว่าสุภัททะ ได้กล่าวขึ้นว่า "พวกท่านหยุดร้องไห้คร่ำครวญได้แล้ว น่าจะดีใจเสียอีก พระสมณะนั้นปรินิพพานแล้ว เราจะทำอะไรก็ได้ตามความพอใจ หรือตามที่ใจต้องการไม่ต้องเกรงกลัวใคร" พระมหากัสสปะได้ฟังเช่นนั้นท่านก็คิดในใจว่าพระพุทธเจ้าเพิ่งปรินิพพานได้เพียง ๗ วัน ก็มีผู้คิดที่จะทำให้เกิดความแปรปรวนหรือประพฤติปฏิบัติให้วิปริตไปจากพระธรรมวินัยเช่นนี้ จึงควรจะทำการสังคายนา และจะชักชวนพระเถระผู้เป็นพระอรหันต์ทั้งหลาย ซึ่งทันเห็นพระพุทธเจ้าและได้ฟังคำสอนของพระองค์มาโดยตรง เป็นผู้รู้คำสอนของพระพุทธเจ้า และได้อยู่ในหมู่สาวกที่เคยสนทนาตรวจสอบกันอยู่เสมอ รู้ว่าสิ่งใดที่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ให้มาประชุมกัน เพื่อช่วยกันแสดง ถ่ายทอด รวบรวม ประมวลคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า แล้วตกลงวางมติไว้     จากนั้นท่านจึงเดินทางไปยังเมืองกุสินาราเพื่อเป็นประธานในการถวายพระเพลิงแด่พระพุทธเจ้า

มีการทำสังคายนาโดยลำดับดังนี้                                                                                                                                      การทำสังคายนาครั้งที่ ๑ นั้นปรารภ เรื่องพระสุภัททะผู้บวชตอนแก่ ได้กล่าววาจาจ้วงจาบพระธรรมวินัยและต้องการจะให้พระพุทธศาสนาตั้งมั่นรุ่งเรืองถาวรสืบต่อไป โดยมีพระอรหันต์ ๕๐๐ รูปเข้าร่วมประชุมทำสังคายนาในครั้งนี้ด้วย  พระมหากัสสปะเป็นประธานสงฆ์ และเป็นผู้ถาม พระอุบาลีเป็นผู้ตอบพระวินัย พระอานนท์เป็นผู้ตอบพระธรรม        ทำที่ถ้ำสัตตบรรรคูหา ภุเขาเวภารบรรบต เมืองราชคฤห์ รัฐมคธ  ภายหลังที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปได้ ๓ เดือน โดยมีพระเจ้าอชาตศัตรูทรงเป็นพระศาสนูปถัมภก คือองค์อุปถัมภ์ทำอยู่ถึง  ๗ เดือนจึงสำเร็จ                                                                                                                                    การทำสังคายนาครั้งที่ ๒ ปรารภเรื่องภิกษุชาววัชชีบุตรแสดงวัตถุ ๑๐ ประการอันผิดพระธรรมวินัย มีพระอรหันต์ ๗๐๐ รูปร่วมประชุมทำสังคายนา  พระยสกากัณฑกบุตรเป็นผู้ชักชวนและเป็นประธาน  พระเรวตะเป็นผู้ถาม พระสัพพกามีเป็นผู้ตอบ ทำที่วาลิการาม เมืองไพศาลี  ภายหลังที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปได้ ๑๐๐ ปี โดยมีพระกาลาโศกราชทรงเป็นศาสนูปภัมภก ทำอยู่  ๘ เดือนจึงสำเร็จ

การทำสังคายนาครั้งที่ ๓ ปรารภเรื่องเดียรถีย์มาปลอมบวชเป็นจำนวนมากในพระศาสนาเพราะมีลาภสักการะเกิดขึ้นมาก มีพระอรหันต์ ๑,๐๐๐ รูปร่วมประชุมทำสังคายนา มีพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ เป็นประธานและทำหน้าที่เป็นผู้ถาม พระภิกษุในเมืองปาฏลีบุตรทั้งหมดเป็นผู้ตอบ เมื่อมีพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งตอบผิดธรรมผิดวินัยก็ถูกจับสึก ประชุมทำที่อโศการาม เมืองปาฏลีบุตร ภายหลังที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปได้ ๒๓๔ ปี โดยมีพระเจ้าอโศกมหาราช หรือศรีธรรมาโศกราช ทรงเป็นศาสนูปถัมภก ทำอยู่  ๙ เดือนจึงสำเร็จ 

การทำสังคายนาครั้งที่ ๔ ปรารภจะให้พระพุทธศาสนาประดิษฐานมั่นคงในลังกาทวีป มีพระภิกษุร่วมประชุมทำสังคายนา ๖๘,๐๐๐ รูป โดยมีพระมหินทเถระเป็นประธานและเป็นผู้ถาม พระอริฏฐะเป็นผู้ตอบ  ประชุมทำที่ถูปาราม เมืองอนุราธบุรี ลังกาทวีป ภายหลังที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปได้  ๒๓๖ โดยพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะทรงเป็นศาสนูปถัมภก ทำอยู่ ๑๐ เดือนจึงสำเร็จ

การทำสังคายนาครั้งที่ ๕  ปรารภเรื่องพระสงฆ์แตกกันเป็น ๒ พวกคือ พวกมหาวิหารกับพวกอภัยคีรีวิหาร และคำนึงว่าต่อไปภายภาคหน้า จะหาผู้ทรงจำพระธรรมวินัยด้วยปากเปล่า ควรจารึกพระธรรมวินัยเป็นตัวอักษรลงในใบลานไว้เป็นหลักฐาน มีพระภิกษุร่วมประชุมทำสังคายนาอยู่ ๑๐๐๐ รูป โดยมีพระพุทธทัตตะ เป็นประธานและทำทำหน้าที่เป็นผู้ถาม พระมหาติสสะเป็นผู้ตอบ  ทำที่ อาโลกเลณสถานในมลัยชนบท ในลังกาทวีป ภายหลังที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปได้ ๔๕๐ ปี โดยพระเจ้าวัฎฎคามณีอภัยทรงเป็นศาสนูปถัมภก ทำอยู่ ๑ ปี จึงสำเร็จ

จุดประสงค์สำคัญที่สุดของการทำสังคายนานั้นก็เพราะว่าพระธรรมวินัยนั้นเป็นหลักของพระพุทธศาสนา หากปราศจากคำสอนแล้วพระพุทธศาสนาก็ดำรงคงอยู่ไม่ได้ ดังพระดำรัสของพระพุทธเจ้าที่พระองค์ได้ประทานไว้ในคราวที่จะเสด็จดับขันธปรินิพพานว่า  ดูก่อน อานนท์ ธรรมใดที่เราได้แสดงแล้ว และวินัยใดที่เราได้บัญญัติไว้แล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมและวินัยนั้นจักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย ในเมื่อเราล่วงลับไปแล้ว  และเป็นการรวบรวมเอาพระธรรมและพระวินัยของพระพุทธเจ้า และเพื่อรักษาพระธรรมวินัยเอาไว้ไม่ให้สูญหายหรือวิปลาสคลาดเคลื่อนไป พระเถระทั้งปวงเห็นความสำคัญของพระธรรมวินัยซึ่งจะสืบทอดพระศาสนาต่อไปในภายภาคหน้า หากปล่อยปะละเลยไว้จนกระทั่งพระธรรมวินัยเกิดความคลาดเคลื่อนไปจะเป็นอันตรายต่อพระพุทธศาสนา จึงได้เริ่มสังคายนารวบรวมพระธรรมคำสอนขึ้นเป็นหมวดหมู่ภายหลังพุทธปรินิพพานไปแล้ว ๓ เดือน การสังคายนา ถือว่าเป็นวิธีการรักษาพระพุทธศาสนาส่วนที่เป็นหลักคำสอนได้ดีมาก ทำให้พระธรรมวินัยเป็นหมวดหมู่ทำให้จำง่าย  เป็นการสวดสาธยายพร้อมกันแสดงความยอมรับเป็นแบบแผนเพื่อทรงจำสืบต่อกันมา

บรรณานุกรม

พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ.๙ ราชบัณฑิต ),คำวัด ,พิมพ์ครั้งที่๑ (กรุงเทพฯ:เลี่ยงเชียง,๒๕๔๘ )หน้า ๙๔๓
พุทธประวัติ ฉบับมาตรฐาน,พิมพ์ครั้งที่๒ ,กรุงเทพฯ,โรงพิมพ์เลี่ยงเชียง,๒๕๓๕,๑๖๐หน้า

พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตโต) พระไตรปิฎก สิ่งที่ชาวพุทธต้องรู้,พิมพ์ครั้งที่ ๕ ,กรุงเทพฯ บริษัทสหธรรมิก จำกัด ,๒๕๕๑ , ๗๐หน้า

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น