โดยพระมหาคมกริช สิริจันโท
คำว่า กรรมฐาน นี้เป็นศัพท์ที่ท่านบัญญัติขึ้นมาใช้ใหม่ในสมัยหลังพุทธกาลแล้ว
สมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้าทรงใช้ คำว่า ภาวนา ในความหมายของการฝึกสมาธิ
เพราะการฝึกสมาธินั้นมีมาก่อนพระพุทธศาสนา กรรมฐาน แปลว่า ที่ตั้งแห่งการงาน
คำว่างานในที่นี้คือ งานของใจ บางท่านแปลว่า อารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งงานเจริญภาวนา
หรือที่ตั้งแห่งงานทำความเพียรฝึกอบรมจิต ได้แก่สิ่งที่ผูกใจให้สงบระงับ
เป็นของมีอารมณ์เดียว เป็นวิธีควบคุมจิตใจให้สงบและเกิดปัญญา บางทีเขียนเป็น
กัมมัฏฐาน ก็ได้ แต่นิยมเขียนเป็น กรรมฐาน
กรรมฐานนี้มีอยู่ ๒ อย่าง คือ สมถกรรมฐาน ๑
วิปัสสนากรรมฐาน ๑
๑.สมถกรรมฐาน คือ กรรมฐานเป็นเครื่องสงบใจ สมถกรรมฐาน มาจาก สมถะ แปลว่า
สงบ กับ กรรมฐาน จึงแปลได้ว่ากรรมฐานเป็นเครื่องทำให้ใจสงบ
คือมุ่งเน้นให้จิตใจสงบจากนิวรณ์ธรรมทั้งหลายอันเป็นตัวขัดขวางหรือกีดกันมิให้กุศลธรรมเกิดขึ้นได้เป็นสำคัญ
กรรมฐานชนิดนี้มุ่งเน้นให้จิตใจสงบเป็นสมาธิเป็นเบื้องต้นก่อน
ทำให้จิตของตนตั้งมั่นไม่ฟุ้งซ่านออกไปข้างนอก จับมั่นอยู่ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง ในสมถกรรมฐานทีปนี
ได้แสดงอารมณ์ของสมถกรรมฐาน คืออารมณ์ที่ใช้เพ่งในการทำใจให้สงบ
มี ๗ หมวดเมื่อว่าโดยอารมณ์มี๔๐คือ ๑.)
กสิณ วัตถุเป็นเครื่องสำหรับเพ่งเพื่อจูงให้เป็นสมาธิ ๑๐ อย่าง
๑.ปฐวีกสิณ ๒.อาโปกสิณ ๓.เตโชกสิณ ๔.วาโยกสิณ ๕.นิลกสิณ ๖.ปีตกสิณ ๗.โลหิตกสิณ ๘.โอทาตกสิณ ๙.อาโลกกสิณ ๑๐.อากาสกสิณ
๒.)อสุภะ คือ
สภาพอันไม่งามซากศพในสภาพต่างๆซึ่งใช้เป็นอารมณ์แห่งสมถกรรมฐานมี ๑๐ อย่างได้แก่
๑.อุทธุมาตกะ ๒.วินีลกะ
๓.วิปุพพกะ ๔.วิจฉิททกะ ๕.วิกขายิตกะ
๖.วิกขิตตกะ ๗.หตวิกขิตตกะ ๘.โลหิตกะ ๙.ปุฬุวกะ
๑๐.อัฏฐิกะ
ฯ
๓.) อนุสสติ คือ
ความระลึกถึงอารมณ์ที่ควรระลึกถึงเนื่องๆมี ๑๐ อย่าง ๑. พุทธานุสสติ ๒.
ธัมมานุสสติ ๓. สังฆานุสสติ ๔. สีลานุสสติ
๕. จาคานุสสติ ๖. เทวตานุสสติ ๗. มรณานุสสติ ๘. กายคตาสติ ๙. อานาปานสติ ๑๐.อุปมานุสสติ ฯ
๔.) อัปปมัญญา๔(พรหมวิหาร๔) ๑.เมตตา ๒.กรุณา ๓.มุทิตา ๔อุเบกขา ฯ
๕.) อาหารปฏิกูลสัญญา ๑.กำหนดพิจารณาความเป็นของน่ารังเกียจในอาหาร ฯ
๖.) จตุธาตุววัฏฐาน กำหนดพิจารณาธาตุ๔
พิจารณาเห็นร่างกายของตนโดยสักวันเป็นธาตุ๔ ฯ
๗.) อรูป๔(อรูปฌาน๔) ฯ
๒. วิปัสสนากรรมฐาน คือ อุบายเรื่องปัญญา ได้แก่การเห็นแจ้งชัดตามความเป็นจริง วิ
นั้นหมายถึง แจ่มแจ้ง หรือ ชัดเจน ส่วน ปัสสนา คือการเห็น เพราะฉะนั้น
วิปัสสนากรรมฐานก็คือการเห็นอย่างแจ่มแจ้งชัดเจน ตามความเป็นจริงเป็นการภาวนาให้จิตเรียนรู้สภาวธรรมจากของจริง
เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนผู้มีความต้องการแสวงหาความจริงจากธรรมชาติหรือปรารถนาความพ้นทุกข์
หรือหมายถึง การปฏิบัติธรรมที่ใช้ปัญญาเป็นหลักวิปัสสนากรรมฐานนั้นท่านกล่าวว่าสามารถบำเพ็ญได้โดยการพิจารณาสภาวธรรม
หรือนามรูป คือ ขันธ์ ธาตุ อายตนะ อินทรีย์ เป็นต้น ว่าสภาวธรรมทั้งหลายเหล่านี้ล้วนตกอยู่ภายใต้กฎของธรรมชาติ
คือ ไตรลักษณ์ ได้แก่ อนิจจัง ความไม่จีรังยั่งยืนเที่ยงแท้แน่นอน ทุกขัง
ความเป็นสภาพที่ตั้งอยู่ไม่ได้ อนัตตา
ความเป็นของมิใช่ตนและไม่ควรยึดว่าเป็นของตนพิจารณาโดยสภาพตามความเป็นจริงด้วยปัญญาแล้วจนสามารถถอนตัณหา
อวิชชา กิเลสทั้งหลายที่พามาเกิดมาตายนี้เสียได้
สรุปความว่า กรรมฐานทั้ง๒อย่าง คือ สมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานนี้ท่านกล่าวว่าสามารถให้คุณค่าที่สำคัญต่อชีวิตของมนุษย์เป็นอย่างมากเพราะสามารถนำพาชีวิตของเราให้ถึงความสงบร่มเย็นแห่งจิตใจ
เมื่อฝึกฝนอบรมทำให้ดีพอแล้วอาจทำให้บรรลุอมตธรรมเป็นพระอริยบุคคลได้ ตามกำลังแห่งสติปัญญาที่สามารถเข้าไปละถอนกิเลสทั้งหลายเหล่านั้นได้
จนถึงที่สุดแห่งทุกข์คือการไม่ต้องกลับมาเกิดมาตายในภพแล้วภพเล่า นี้เรียกว่า ถึงฝั่งแห่งพระนิพพาน ฯ