หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2556

ภาวะผู้นำทางศาสนาและการสร้างสันติภาพ


 
พระเทพโสภณ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) (2541)

เมื่อ สองปีที่แล้ว ผู้นำศาสนาและจิตวิญญาณของโลก ได้เดินไปถึงก้าวประวัติศาสตร์ในการทำงานร่วมกันเพื่อ สันติภาพโลก โดยมาพบปะกันในคราวประชุม สุดยอดเพื่อ สันติภาพโลกใน สหัสวรรษ ณ องค์การ หประชาชาติ มหานครนิวยอร์ก
          ความสำเร็จของการประชุม สุดยอดเพิ่มความคาดหวังสูงในหมู่ประชาคมทางศาสนา ผลก็คือว่าผู้นำศาสนาต้องการมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้าง สันติภาพโลก เหนือสิ่งอื่นใดยังได้แสดงให้เห็นว่า ผู้นำศาสนา สามารถทำงานร่วมกันได้ ทั้ง ๆ ที่มีความต่างกัน การประชุม สุดยอดผู้นำเพื่อ สันติภาพโลกใน สหัสวรรษ เป็นตัวอย่างแสดงถึงความเหมือนในความต่าง ที่เป็นเชิงรูปธรรม เราจำเป็นต้องมีเวทีร่วมกันเพื่อพิทักษ์รักษาความเหมือนกัน เวทีที่ผู้นำศาสนาจะพบปะและทำงานร่วมกันได้ ดังนั้น คณะกรรมการ สภา จึงตัดสินใจก่อตั้ง สภาผู้นำศาสนาโลกขึ้น ในฐานะเป็นผลลัพธ์ตรงของการประชุม สุดยอดผู้นำเพื่อ สันติภาพโลกใน สหัสวรรษ และข้าพเจ้ามีความยินดีที่จะรายงานว่าสิ่งนี้เองเป็นผลให้เรา สามารถจัดการประชุม สุดยอดผู้นำศาสนาเป็นครั้งที่ ๒ ในกรุงเทพฯ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

          การประชุม ณ กรุงเจนีวาในวันนี้ ถือว่าเป็นการประชุมครั้งแรกในความคิดริเริ่มของ สตรีที่เป็นผู้นำทางศาสนา และจิตวิญญาณในการสร้างสันติภาพทั่วโลก และถือว่าเป็นผลลัพธ์ตรงอย่างหนึ่งของการประชุมสุดยอดผู้นำสันติภาพโลกใน สหัสวรรษอีกด้วย

          เราจึงได้ผล ๒ ประการด้วยกัน คือ ๑) มี สภาผู้นำศาสนาโลก และ ๒) มีความคิดริเริ่มของ สตรีที่เป็นผู้นำทางศาสนาและจิตวิญญาณในการ สร้าง สันติภาพทั่วโลก เหล่านี้เป็นผลมาจากการประชุม สุดยอดผู้นำเพื่อ สันติภาพโลกใน สหัสวรรษ ซึ่งข้าพเจ้าคาดหวังว่า จะเกิดเป็นผลลัพธ์ และเป็นผลผลิตอีกประการหนึ่ง จากการประชุมสุดยอดผู้นำเพื่อ สันติภาพโลกนี้
          ปัญหาปัจจุบันนี้ ก็คือว่าเรา สามารถทำงานร่วมกันได้ไหม เราต้องไม่แยกทางกัน คือต้องทำงานให้มีประ ิทธิผล เพราะว่า สันติภาพต้องการความ สามัคคีกัน ปราศจากความ สามัคคีแล้ว เราเสี่ยงที่จะกลายเป็นคนอ่อนแอลง ๆ และในที่ สุดก็ยอมพ่ายแพ้คู่ต่อสู้ที่ใช้กลยุทธ์ "แยกและปกครอง" จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมีความคิดริเริ่มเพื่อ สันติภาพทั่วโลกและให้เกิดมี สภาผู้นำศาสนาโลกทำงานร่วมกัน เราต้องออกแบบยุทธศาสตร์ในการ สร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างผู้นำเอง ข้อนี้จะเป็นไปได้บนพื้นฐานของการให้ความเคารพและไว้วางใจซึ่งกันและกัน ผู้นำศาสนาทั้งเพศหญิงและชาย ต้องเคารพความพิเศษของกันและกัน และต้องเชื่อถือความจริงใจของอีกฝ่ายหนึ่ง
          ความเชื่อถือและไว้วางใจกันนี่เอง ที่ผู้นำศาสนามาประชุมพร้อมกันที่กรุงเทพฯ และลงนามร่วมกันในกฎบัตร ก่อตั้ง สภาผู้นำศาสนาโลกในฐานะเป็นองค์กรระหว่างประเทศ เป็นเหตุให้ผู้นำศาสนาทั้งหมด สามารถทำงานร่วมกันและช่วยเหลือองค์การ สหประชาชาติในการ สร้าง สันติภาพได้
          ในคราวประชุมที่กรุงเทพฯ เรา สร้างความชัดเจนว่า สภาผู้นำศาสนาโลกจะรักษาความแตกต่างทางด้านศาสนาไว้ได้ เราจะเคารพความเป็นอิสระของศาสนาที่เป็น สมาชิก สภาผู้นำศาสนาโลกนี้จะต้องไม่กลายเป็น สภาคลั่งศาสนา จะไม่ก้าวก่ายการตีความทางด้านเทววิทยาของศาสนาใด ๆ แต่ละศาสนาจะต้องรักษาเอกลักษณ์โดดเด่นของตนเอง สิ่งนี้คือความเหมือนในความต่าง และเป็นนโยบายข้อนี้เองที่จะเป็นรากฐานให้เรามีความเคารพซึ่งกันและกัน
          เรา สร้างความไว้วางใจในระหว่างผู้นำศาสนาด้วยกัน โดยให้คำมั่น สัญญาว่า สภาผู้นำศาสนาโลกนี้มีนโยบายที่จะไม่ให้มีการเปลี่ยนศาสนา จะไม่ส่งเสริมกิจการของศาสนาหนึ่งโดยย่ำยีอีกศาสนาอื่น ความดีทั่วไปที่เป็นจุดหมายของเรา ไม่มีอะไรอื่นใดนอกจาก สันติภาพโลก
เพื่อก่อให้เกิด สันติภาพในโลก สภาผู้นำศาสนาโลกจะต้องทำงานใกล้ชิดกันกับองค์การ สหประชาชาติ และให้คำมั่นจะที่ สนับสนุนองค์การสหประชาชาติในการพิทักษ์รักษา สันติภาพโลก ตรงนี้จึงขึ้นอยู่กับองค์การสหประชาชาติว่าจะยอมรับความ สำคัญของ สภาผู้นำศาสนาโลก และขึ้นอยู่กับองค์การสหประชาชาติและ สภาผู้นำศาสนาโลกด้วยว่าจะยอมรับบทบาท สตรีในการสร้างสันติภาพ

          ในกระบวนการ สร้าง สันติภาพนี้ มีขั้นตอน ๓ ประการ คือ ก่อนที่ความขัดแย้งจะเกิดขึ้น เราต้องพยายามป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น เมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้นแล้ว เราต้องพยายามร่วมกันแก้ไข และ ภายหลังที่ความขัดแย้งสิ้นสุดลงแล้วเราจำเป็นต้องรักษาเยียวยา และประนีประนอมกัน
          ในการป้องกันความขัดแย้ง ผู้นำศาสนาต้องกำจัดความอคติทางด้านศาสนาของศาสนิกเราเอง เราต้อง สั่ง สอนให้เขาพัฒนาความเคารพและความไว้วางใจให้แก่ศาสนิกอื่นด้วย และต้องสอนให้แผ่ความรักไปยัง สรรพสัตว์ ยกตัวอย่างเช่น ชาวพุทธต้องปฏิบัติธรรมด้วยการแผ่เมตตา สวดคำบาลีดังต่อไปนี้
          สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น จงเป็น สุข ๆ เถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย
          สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น จงเป็น สุข ๆ เถิด อย่าได้มีอาฆาตพยาบาทซึ่งกันและกันเลย
          สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น จงเป็น สุข ๆ เถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
          สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น จงเป็น สุข ๆ เถิด จงมีความ สุขกาย สุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด
          การปฏิบัติธรรมด้วยการแผ่เมตตา ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาเกี่ยวกับ สันติภาพในพระพุทธศาสนา
          ในการป้องกันความขัดแย้งทางด้านศาสนา สภาผู้นำศาสนาโลก ขอคัดค้าน สงครามศาสนา นั่นคือจะต้องไม่มี สงครามในนามของศาสนาอีกต่อไป ด้วยวัตถุประสงค์ข้อนี้เอง ที่ สภาผู้นำศาสนาโลก จะตั้งคณะกรรมการเพื่อดูแลเรื่องที่มีอ่อนไหวมาก และจำกัดขอบข่ายของความทะเลาะเบาะแว้งทางด้านศาสนา ก่อนที่จะขยายไปสู่การต่อสู้กัน
          ในช่วงเวลาแห่งความขัดแย้งทางด้านศาสนา ผู้นำศาสนาจะต้องเข้าขัดขวางโดยให้ฝ่ายที่มีความขัดแย้งกันนั้นมานั่งเจรจาตกลงกัน ช่วยเหลือองค์การ สหประชาชาติในกระบวนการดังกล่าวนี้ ผู้นำศาสนา สามารถเป็นผู้ทำการปรองดองได้ดีมากกว่านักการเมือง เพราะว่าผู้นำศาสนาได้รับความเชื่อถือจากศาสนิกที่ขัดแย้งกัน
          เมื่อความขัดแย้งสิ้นสุดลงแล้ว ผู้นำศาสนาต้องช่วยเหลือผู้ประ บทุกข์ยากอันเกิดจากความขัดแย้งกัน โดยรักษาเยียวยาทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ เราต้องช่วยเหลือรักษาเยียวยาร่างกาย โดยช่วยบริจาคและให้บริการช่วยเหลือทาง สังคม เราต้องช่วยอำนวยความ สะดวกรักษาเยียวยาจิตใจ โดยอาศัยการ สวดมนต์ การปฏิบัติธรรม และ สอนเรื่องการให้อภัยกัน
          สตรีที่เป็นผู้นำศาสนามีบทบาท สำคัญในการ สร้าง สันติภาพทั้ง ๓ ขั้นตอนนั้นด้วย สภาผู้นำศาสนาโลกยอมรับความสำคัญของ สตรี จึงได้รวมเอา สตรีที่เป็นผู้นำศาสนาให้อยู่ในระดับผู้นำแนวหน้า และ สภาผู้นำศาสนาโลกจะ สร้างคณะกรรมการที่เป็นสตรีเพื่อวัตถุประสงค์ข้อนี้อย่างแน่นอน
          เรามีงานที่ต้องร่วมทำกันอีกมากมายอย่างเห็นได้ชัด แต่จะไม่มีการแข่งขันกันเอง ตราบใดที่เราผู้นำศาสนาทั้งบุรุษและ สตรียังต้องแข่งขันระหว่างกันเอง ตราบนั้นเราก็เหมือนกับไก่ในเล้าเดียวกัน ที่ต่อสู้กันเองเพื่อจะเป็นผู้นำ จนถึงวันที่มันถูกเชือดเป็นอาหาร โดยที่แท้แล้ว คู่แข่งขันแท้จริงของศาสนาใดก็ตาม ไม่ใช่ศาสนาอื่น แต่เป็นลัทธิความไม่เชื่อหลักความจริงของศาสนาตนเอง ลัทธิวัตถุนิยมและบริโภคนิยม ลัทธิเหล่านี้ต่างหากที่นำพาผู้คนห่างไกลจากคำ สอนของศาสนา
          ตามนัยแห่งพุทธทัศนะเรื่องปฏิจจสมุปบาท ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนขึ้นต่อกันและกัน ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่ สามารถอยู่เป็นอิสระได้ตามลำพัง เปรียบเ มือนองค์ประกอบของอะตอม คือ อีเลกตรอน นิวตรอน และโปรตรอน เกิดขึ้นเป็นอิสระต่อกัน แต่บุรุษและ สตรีต้องอิงอาศัยกันและกัน เป็นส่วนประกอบ ๒ ่วนของสิ่ง สากลที่ สมบูรณ์ การพัฒนาเพียงส่วนเดียวโดยละเลยอีกส่วนหนึ่งนั้น เห็นว่าเป็นทัศนะที่ สุดโต่ง พระพุทธเจ้าตรัสสอนเราให้เดินทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) ซึ่งหมายถึง สิ่งสากลที่รวมเอาทุก ๆส่วนไว้
          เพราะฉะนั้น บุรุษและสตรีที่เป็นผู้นำศาสนาต้องเดินบนทาง สายกลางไปด้วยกัน สู่เป้าหมายเดียวกันคือ สันติภาพของโลกทั้งหมด เรายังมีหนทางไกลที่จะเดินไปด้วยกัน ในฐานะเป็นประธานร่วมของคณะกรรมการ สภาผู้นำศาสนาโลก ข้าพเจ้าขอให้ สัญญาที่จะ สนับสนุนและให้ความร่วมมือเกี่ยวกับความคิดริเริ่มของ สตรีที่เป็นผู้นำทางศาสนาและจิตวิญญาณในการ สร้าง สันติภาพทั่วโลก และขออำนวยอวยพรให้ท่านทั้งหลายจงประสบความ ำเร็จทุกประการ

----------------------------------------------
         *กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมความคิดริเริ่มของสตรีผู้นำศาสนาและจิตวิญญาณ เพื่อสันติภาพทั่วโลก ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ตุลาคม ๒๕๔๕
(ที่มา: http://202.28.52.4/article/index.html?article=15)

วันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2556

การปฏิบัติเริ่มต้น จนเข้าถึงพระนิพพาน โดย หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน



การปฏิบัติเริ่มต้น จนเข้าถึงพระนิพพาน   
โดย พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)
เทศน์อบรมพระและฆราวาส  ณ วัดอโศการาม  สมุทรปราการ 
 วันที่ ๒๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๖



วันเสาร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2556

บทความทางพระพุทธศาสนาเรื่อง สังคายนา


 
    โดยพระมหาคมกริช สิริจันโท วัดอนาลโยทิพยาราม อ.เมือง จ.พะเยา

พระพุทธศาสนาจะเจริญรุ่งเรืองหรือตั้งมั่นอยู่ได้ก็ขึ้นอยู่กับพุทธบริษัท คือบริษัท ๔ ได้แก่ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ยังใส่ใจศึกษาและรักษาทรงจำสืบทอดพระธรรมคำสอนแล้วก็พากันประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนซึ่งเปรียบเสมือนพระศาสดาอยู่เสมอ การดำรงรักษาพระพุทธพจน์จึงเป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเหตุนั้นจึงมีความพยายามรักษาพระพุทธพจน์มาตลอดซึ่งก็มีมาตั้งแต่ครั้งที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ การรักษาพระพุทธพจน์หรือพระธรรมวินัยอย่างหนึ่งท่านเรียกว่า สังคายนา

สังคายนา มาจากคำว่า สํ (สัง) แปลว่า พร้อมกัน  คายนา แปลว่า การสวด แปลรวมกันว่า การสวดพร้อมกัน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สังคีติ ก็คือ การตรวจชำระสอบทาน การร้อยกรอง การสวดพร้อมกัน การประมวลพระธรรมคำสอน ตลอดทั้งการจัดพระธรรมให้เป็นหมวดหมู่ง่ายต่อการศึกษาและให้เป็นไปในทางเดียวกัน สังคายนา ใช้เรียกการที่พระสงฆ์ประชุมพร้อมกันแล้วช่วยกันสอบทานชำระสะสางและซักซ้อมทำความเข้าใจพระธรรมวินัยอันเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเพื่อรักษาความถูกต้องไว้แล้วจัดเป็นหมวดหมู่พร้อมทั้งจดจำสาธยายกันไว้ การทำอย่างนี้เรียกว่า สังคายนาพระธรรมวินัย หรือเรียกเป็นคำวัดว่า ธรรมสังคีติ

ความเป็นมาของสังคายนาและมูลเหตุของการสังคายนา

ครั้งนั้น พระจุนทเถระได้นำข่าวเรื่องศาสดาของศาสนาเชนถึงแก่กรรมลง พวกสาวกก็พากันทะเลาะวิวาทกันเรื่องคำสอนว่าศาสดาของตนสอนไว้อย่างไร มากราบทูลแด่พระพุทธเจ้า และพระองค์ได้ตรัสแนะนำให้พระสงฆ์ทั้งปวงร่วมกันสังคายนาธรรมทั้งหลายไว้ เพื่อให้พระศาสนาดำรงอยู่ยั่งยืนเพื่อประโยชน์สุขแก่พหูชน  เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่  มีอยู่ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าได้มอบหมายให้พระสารีบุตรแสดงธรรมแก่พระภิกษุสงฆ์ซึ่งรอฟังอยู่  พระสารีบุตรได้ปรารภถึง นครถนาฏบุตรคือ ศาสดาของศาสนาเชนถึงแก่กรรมลง พวกสาวกก็ได้แตกกันเป็นสองฝ่าย โต้เถียงกันด้วยเรื่องธรรมวินัยว่าท่านปฏิบัติผิดแต่เราปฏิบัติถูก เป็นต้น จึงกล่าวแนะนำให้ภิกษุทั้งหลายสังคายนาพระธรรมเพื่อจะได้ไม่ทะเลาะวิวาทกัน เพื่อให้พรหมจรรย์ตั้งอยู่ยั่งยืนนานการที่พรหมจรรย์นี้จะพึงยั่งยืนตั้งอยู่นาน นั้นพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ชนจำนวนมาก เพื่อความสุขแก่ชนจำนวนมาก เพื่อความอนุเคราะห์แก่โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย  ครั้นแล้วท่านได้แสดงตัวอย่างการสังคายนาธรรมเป็นหมวด ๆเมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จลุกขึ้นจากบรรทม ก็ตรัสชมเชยว่า พระสารีบุตรได้กล่าวสังคีติปริยาย  แก่ภิกษุทั้งหลายได้เป็นอย่างดี ซึ่งภายหลังต่อมาพระสารีบุตรก็ได้นิพพานไปก่อนที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานหน้าที่นี้จึงตกเป็นภาระของพระมหากัสสปะแทน

ต่อมาภายหลังที่ปรินิพพานของพระพุทธเจ้า เมื่อพระองค์ปรินิพพานแล้วได้ ๗ วัน พระมหากัสสปเถระได้ทราบข่าวแล้วก็เดินทางไปถวายบังคมพระสรีระของพระพุทธเจ้า  ขณะที่ท่านกำลังเดินทางอยู่ ณ เมืองปาวาพร้อมด้วยเหล่าศิษย์เป็นจำนวนมาก  เหล่าศิษย์ของพระมหากัสสปะซึ่งยังเป็นปุถุชนอยู่เมื่อทราบว่าพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วก็ได้ร้องไห้คร่ำครวญกัน ณ ที่นั้น มีพระภิกษุบวชเมื่อตอนแก่รูปหนึ่ง ชื่อว่าสุภัททะ ได้กล่าวขึ้นว่า "พวกท่านหยุดร้องไห้คร่ำครวญได้แล้ว น่าจะดีใจเสียอีก พระสมณะนั้นปรินิพพานแล้ว เราจะทำอะไรก็ได้ตามความพอใจ หรือตามที่ใจต้องการไม่ต้องเกรงกลัวใคร" พระมหากัสสปะได้ฟังเช่นนั้นท่านก็คิดในใจว่าพระพุทธเจ้าเพิ่งปรินิพพานได้เพียง ๗ วัน ก็มีผู้คิดที่จะทำให้เกิดความแปรปรวนหรือประพฤติปฏิบัติให้วิปริตไปจากพระธรรมวินัยเช่นนี้ จึงควรจะทำการสังคายนา และจะชักชวนพระเถระผู้เป็นพระอรหันต์ทั้งหลาย ซึ่งทันเห็นพระพุทธเจ้าและได้ฟังคำสอนของพระองค์มาโดยตรง เป็นผู้รู้คำสอนของพระพุทธเจ้า และได้อยู่ในหมู่สาวกที่เคยสนทนาตรวจสอบกันอยู่เสมอ รู้ว่าสิ่งใดที่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ให้มาประชุมกัน เพื่อช่วยกันแสดง ถ่ายทอด รวบรวม ประมวลคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า แล้วตกลงวางมติไว้     จากนั้นท่านจึงเดินทางไปยังเมืองกุสินาราเพื่อเป็นประธานในการถวายพระเพลิงแด่พระพุทธเจ้า

มีการทำสังคายนาโดยลำดับดังนี้                                                                                                                                      การทำสังคายนาครั้งที่ ๑ นั้นปรารภ เรื่องพระสุภัททะผู้บวชตอนแก่ ได้กล่าววาจาจ้วงจาบพระธรรมวินัยและต้องการจะให้พระพุทธศาสนาตั้งมั่นรุ่งเรืองถาวรสืบต่อไป โดยมีพระอรหันต์ ๕๐๐ รูปเข้าร่วมประชุมทำสังคายนาในครั้งนี้ด้วย  พระมหากัสสปะเป็นประธานสงฆ์ และเป็นผู้ถาม พระอุบาลีเป็นผู้ตอบพระวินัย พระอานนท์เป็นผู้ตอบพระธรรม        ทำที่ถ้ำสัตตบรรรคูหา ภุเขาเวภารบรรบต เมืองราชคฤห์ รัฐมคธ  ภายหลังที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปได้ ๓ เดือน โดยมีพระเจ้าอชาตศัตรูทรงเป็นพระศาสนูปถัมภก คือองค์อุปถัมภ์ทำอยู่ถึง  ๗ เดือนจึงสำเร็จ                                                                                                                                    การทำสังคายนาครั้งที่ ๒ ปรารภเรื่องภิกษุชาววัชชีบุตรแสดงวัตถุ ๑๐ ประการอันผิดพระธรรมวินัย มีพระอรหันต์ ๗๐๐ รูปร่วมประชุมทำสังคายนา  พระยสกากัณฑกบุตรเป็นผู้ชักชวนและเป็นประธาน  พระเรวตะเป็นผู้ถาม พระสัพพกามีเป็นผู้ตอบ ทำที่วาลิการาม เมืองไพศาลี  ภายหลังที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปได้ ๑๐๐ ปี โดยมีพระกาลาโศกราชทรงเป็นศาสนูปภัมภก ทำอยู่  ๘ เดือนจึงสำเร็จ

การทำสังคายนาครั้งที่ ๓ ปรารภเรื่องเดียรถีย์มาปลอมบวชเป็นจำนวนมากในพระศาสนาเพราะมีลาภสักการะเกิดขึ้นมาก มีพระอรหันต์ ๑,๐๐๐ รูปร่วมประชุมทำสังคายนา มีพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ เป็นประธานและทำหน้าที่เป็นผู้ถาม พระภิกษุในเมืองปาฏลีบุตรทั้งหมดเป็นผู้ตอบ เมื่อมีพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งตอบผิดธรรมผิดวินัยก็ถูกจับสึก ประชุมทำที่อโศการาม เมืองปาฏลีบุตร ภายหลังที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปได้ ๒๓๔ ปี โดยมีพระเจ้าอโศกมหาราช หรือศรีธรรมาโศกราช ทรงเป็นศาสนูปถัมภก ทำอยู่  ๙ เดือนจึงสำเร็จ 

การทำสังคายนาครั้งที่ ๔ ปรารภจะให้พระพุทธศาสนาประดิษฐานมั่นคงในลังกาทวีป มีพระภิกษุร่วมประชุมทำสังคายนา ๖๘,๐๐๐ รูป โดยมีพระมหินทเถระเป็นประธานและเป็นผู้ถาม พระอริฏฐะเป็นผู้ตอบ  ประชุมทำที่ถูปาราม เมืองอนุราธบุรี ลังกาทวีป ภายหลังที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปได้  ๒๓๖ โดยพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะทรงเป็นศาสนูปถัมภก ทำอยู่ ๑๐ เดือนจึงสำเร็จ

การทำสังคายนาครั้งที่ ๕  ปรารภเรื่องพระสงฆ์แตกกันเป็น ๒ พวกคือ พวกมหาวิหารกับพวกอภัยคีรีวิหาร และคำนึงว่าต่อไปภายภาคหน้า จะหาผู้ทรงจำพระธรรมวินัยด้วยปากเปล่า ควรจารึกพระธรรมวินัยเป็นตัวอักษรลงในใบลานไว้เป็นหลักฐาน มีพระภิกษุร่วมประชุมทำสังคายนาอยู่ ๑๐๐๐ รูป โดยมีพระพุทธทัตตะ เป็นประธานและทำทำหน้าที่เป็นผู้ถาม พระมหาติสสะเป็นผู้ตอบ  ทำที่ อาโลกเลณสถานในมลัยชนบท ในลังกาทวีป ภายหลังที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปได้ ๔๕๐ ปี โดยพระเจ้าวัฎฎคามณีอภัยทรงเป็นศาสนูปถัมภก ทำอยู่ ๑ ปี จึงสำเร็จ

จุดประสงค์สำคัญที่สุดของการทำสังคายนานั้นก็เพราะว่าพระธรรมวินัยนั้นเป็นหลักของพระพุทธศาสนา หากปราศจากคำสอนแล้วพระพุทธศาสนาก็ดำรงคงอยู่ไม่ได้ ดังพระดำรัสของพระพุทธเจ้าที่พระองค์ได้ประทานไว้ในคราวที่จะเสด็จดับขันธปรินิพพานว่า  ดูก่อน อานนท์ ธรรมใดที่เราได้แสดงแล้ว และวินัยใดที่เราได้บัญญัติไว้แล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมและวินัยนั้นจักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย ในเมื่อเราล่วงลับไปแล้ว  และเป็นการรวบรวมเอาพระธรรมและพระวินัยของพระพุทธเจ้า และเพื่อรักษาพระธรรมวินัยเอาไว้ไม่ให้สูญหายหรือวิปลาสคลาดเคลื่อนไป พระเถระทั้งปวงเห็นความสำคัญของพระธรรมวินัยซึ่งจะสืบทอดพระศาสนาต่อไปในภายภาคหน้า หากปล่อยปะละเลยไว้จนกระทั่งพระธรรมวินัยเกิดความคลาดเคลื่อนไปจะเป็นอันตรายต่อพระพุทธศาสนา จึงได้เริ่มสังคายนารวบรวมพระธรรมคำสอนขึ้นเป็นหมวดหมู่ภายหลังพุทธปรินิพพานไปแล้ว ๓ เดือน การสังคายนา ถือว่าเป็นวิธีการรักษาพระพุทธศาสนาส่วนที่เป็นหลักคำสอนได้ดีมาก ทำให้พระธรรมวินัยเป็นหมวดหมู่ทำให้จำง่าย  เป็นการสวดสาธยายพร้อมกันแสดงความยอมรับเป็นแบบแผนเพื่อทรงจำสืบต่อกันมา

บรรณานุกรม

พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ.๙ ราชบัณฑิต ),คำวัด ,พิมพ์ครั้งที่๑ (กรุงเทพฯ:เลี่ยงเชียง,๒๕๔๘ )หน้า ๙๔๓
พุทธประวัติ ฉบับมาตรฐาน,พิมพ์ครั้งที่๒ ,กรุงเทพฯ,โรงพิมพ์เลี่ยงเชียง,๒๕๓๕,๑๖๐หน้า

พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตโต) พระไตรปิฎก สิ่งที่ชาวพุทธต้องรู้,พิมพ์ครั้งที่ ๕ ,กรุงเทพฯ บริษัทสหธรรมิก จำกัด ,๒๕๕๑ , ๗๐หน้า

 

วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2556

งานปฎิบัติธรรมเพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิต ปีใหม่ ๒๕๕๖

งานปฎิบัติธรรมเพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิต ปีใหม่ ๒๕๕๖ ณ วัดเกาะท่าลาด บ้านท่าลาด                   ต.ท่าลาด  อ.ชุมพวง จ.นครราชสีมา วันที่ ๔-๖ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๖ 
               
นำปฎิบัติโดยพระอาจารย์ มหาคมกริช สิริจันโท(พระวิปัสสนาจารย์)

พระอาจารย์ มหาคมกริช สิริจันโท(พระวิปัสสนาจารย์)

พระอาจารย์ มหาคมกริช สิริจันโท(พระวิปัสสนาจารย์)

พระอาจารย์ มหาคมกริช สิริจันโท(พระวิปัสสนาจารย์)นำเดินจงกรม


เทศน์อบรมโดยพระอาจารย์พุทธาลัย กันตธัมโม