|
วันอังคารที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2556
ภาวะผู้นำทางศาสนาและการสร้างสันติภาพ
วันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2556
การปฏิบัติเริ่มต้น จนเข้าถึงพระนิพพาน โดย หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
การปฏิบัติเริ่มต้น จนเข้าถึงพระนิพพาน
โดย พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)
เทศน์อบรมพระและฆราวาส ณ วัดอโศการาม
สมุทรปราการ
วันที่ ๒๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๖
วันเสาร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2556
บทความทางพระพุทธศาสนาเรื่อง สังคายนา
พระพุทธศาสนาจะเจริญรุ่งเรืองหรือตั้งมั่นอยู่ได้ก็ขึ้นอยู่กับพุทธบริษัท
คือบริษัท ๔ ได้แก่ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ยังใส่ใจศึกษาและรักษาทรงจำสืบทอดพระธรรมคำสอนแล้วก็พากันประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนซึ่งเปรียบเสมือนพระศาสดาอยู่เสมอ
การดำรงรักษาพระพุทธพจน์จึงเป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่ง
เพราะเหตุนั้นจึงมีความพยายามรักษาพระพุทธพจน์มาตลอดซึ่งก็มีมาตั้งแต่ครั้งที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่
การรักษาพระพุทธพจน์หรือพระธรรมวินัยอย่างหนึ่งท่านเรียกว่า สังคายนา
สังคายนา
มาจากคำว่า สํ (สัง) แปลว่า พร้อมกัน คายนา แปลว่า การสวด แปลรวมกันว่า
การสวดพร้อมกัน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สังคีติ ก็คือ การตรวจชำระสอบทาน การร้อยกรอง
การสวดพร้อมกัน การประมวลพระธรรมคำสอน ตลอดทั้งการจัดพระธรรมให้เป็นหมวดหมู่ง่ายต่อการศึกษาและให้เป็นไปในทางเดียวกัน
สังคายนา
ใช้เรียกการที่พระสงฆ์ประชุมพร้อมกันแล้วช่วยกันสอบทานชำระสะสางและซักซ้อมทำความเข้าใจพระธรรมวินัยอันเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเพื่อรักษาความถูกต้องไว้แล้วจัดเป็นหมวดหมู่พร้อมทั้งจดจำสาธยายกันไว้
การทำอย่างนี้เรียกว่า สังคายนาพระธรรมวินัย หรือเรียกเป็นคำวัดว่า ธรรมสังคีติ
ความเป็นมาของสังคายนาและมูลเหตุของการสังคายนา
ครั้งนั้น
พระจุนทเถระได้นำข่าวเรื่องศาสดาของศาสนาเชนถึงแก่กรรมลง
พวกสาวกก็พากันทะเลาะวิวาทกันเรื่องคำสอนว่าศาสดาของตนสอนไว้อย่างไร มากราบทูลแด่พระพุทธเจ้า
และพระองค์ได้ตรัสแนะนำให้พระสงฆ์ทั้งปวงร่วมกันสังคายนาธรรมทั้งหลายไว้
เพื่อให้พระศาสนาดำรงอยู่ยั่งยืนเพื่อประโยชน์สุขแก่พหูชน เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ มีอยู่ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าได้มอบหมายให้พระสารีบุตรแสดงธรรมแก่พระภิกษุสงฆ์ซึ่งรอฟังอยู่ พระสารีบุตรได้ปรารภถึง นครถนาฏบุตรคือ
ศาสดาของศาสนาเชนถึงแก่กรรมลง พวกสาวกก็ได้แตกกันเป็นสองฝ่าย โต้เถียงกันด้วยเรื่องธรรมวินัยว่าท่านปฏิบัติผิดแต่เราปฏิบัติถูก
เป็นต้น จึงกล่าวแนะนำให้ภิกษุทั้งหลายสังคายนาพระธรรมเพื่อจะได้ไม่ทะเลาะวิวาทกัน
เพื่อให้พรหมจรรย์ตั้งอยู่ยั่งยืนนานการที่พรหมจรรย์นี้จะพึงยั่งยืนตั้งอยู่นาน
นั้นพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ชนจำนวนมาก เพื่อความสุขแก่ชนจำนวนมาก
เพื่อความอนุเคราะห์แก่โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข
แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ครั้นแล้วท่านได้แสดงตัวอย่างการสังคายนาธรรมเป็นหมวด
ๆเมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จลุกขึ้นจากบรรทม ก็ตรัสชมเชยว่า พระสารีบุตรได้กล่าวสังคีติปริยาย
แก่ภิกษุทั้งหลายได้เป็นอย่างดี ซึ่งภายหลังต่อมาพระสารีบุตรก็ได้นิพพานไปก่อนที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานหน้าที่นี้จึงตกเป็นภาระของพระมหากัสสปะแทน
ต่อมาภายหลังที่ปรินิพพานของพระพุทธเจ้า เมื่อพระองค์ปรินิพพานแล้วได้
๗ วัน พระมหากัสสปเถระได้ทราบข่าวแล้วก็เดินทางไปถวายบังคมพระสรีระของพระพุทธเจ้า ขณะที่ท่านกำลังเดินทางอยู่ ณ เมืองปาวาพร้อมด้วยเหล่าศิษย์เป็นจำนวนมาก
เหล่าศิษย์ของพระมหากัสสปะซึ่งยังเป็นปุถุชนอยู่เมื่อทราบว่าพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วก็ได้ร้องไห้คร่ำครวญกัน
ณ ที่นั้น มีพระภิกษุบวชเมื่อตอนแก่รูปหนึ่ง ชื่อว่าสุภัททะ ได้กล่าวขึ้นว่า "พวกท่านหยุดร้องไห้คร่ำครวญได้แล้ว น่าจะดีใจเสียอีก พระสมณะนั้นปรินิพพานแล้ว
เราจะทำอะไรก็ได้ตามความพอใจ หรือตามที่ใจต้องการไม่ต้องเกรงกลัวใคร" พระมหากัสสปะได้ฟังเช่นนั้นท่านก็คิดในใจว่าพระพุทธเจ้าเพิ่งปรินิพพานได้เพียง
๗ วัน ก็มีผู้คิดที่จะทำให้เกิดความแปรปรวนหรือประพฤติปฏิบัติให้วิปริตไปจากพระธรรมวินัยเช่นนี้
จึงควรจะทำการสังคายนา และจะชักชวนพระเถระผู้เป็นพระอรหันต์ทั้งหลาย ซึ่งทันเห็นพระพุทธเจ้าและได้ฟังคำสอนของพระองค์มาโดยตรง
เป็นผู้รู้คำสอนของพระพุทธเจ้า และได้อยู่ในหมู่สาวกที่เคยสนทนาตรวจสอบกันอยู่เสมอ
รู้ว่าสิ่งใดที่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ให้มาประชุมกัน เพื่อช่วยกันแสดง ถ่ายทอด
รวบรวม ประมวลคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า แล้วตกลงวางมติไว้ จากนั้นท่านจึงเดินทางไปยังเมืองกุสินาราเพื่อเป็นประธานในการถวายพระเพลิงแด่พระพุทธเจ้า
มีการทำสังคายนาโดยลำดับดังนี้ การทำสังคายนาครั้งที่ ๑ นั้นปรารภ เรื่องพระสุภัททะผู้บวชตอนแก่ ได้กล่าววาจาจ้วงจาบพระธรรมวินัยและต้องการจะให้พระพุทธศาสนาตั้งมั่นรุ่งเรืองถาวรสืบต่อไป
โดยมีพระอรหันต์ ๕๐๐ รูปเข้าร่วมประชุมทำสังคายนาในครั้งนี้ด้วย พระมหากัสสปะเป็นประธานสงฆ์ และเป็นผู้ถาม
พระอุบาลีเป็นผู้ตอบพระวินัย พระอานนท์เป็นผู้ตอบพระธรรม ทำที่ถ้ำสัตตบรรรคูหา ภุเขาเวภารบรรบต เมืองราชคฤห์
รัฐมคธ ภายหลังที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปได้ ๓ เดือน
โดยมีพระเจ้าอชาตศัตรูทรงเป็นพระศาสนูปถัมภก คือองค์อุปถัมภ์ทำอยู่ถึง ๗ เดือนจึงสำเร็จ การทำสังคายนาครั้งที่ ๒ ปรารภเรื่องภิกษุชาววัชชีบุตรแสดงวัตถุ ๑๐ ประการอันผิดพระธรรมวินัย
มีพระอรหันต์ ๗๐๐ รูปร่วมประชุมทำสังคายนา
พระยสกากัณฑกบุตรเป็นผู้ชักชวนและเป็นประธาน พระเรวตะเป็นผู้ถาม พระสัพพกามีเป็นผู้ตอบ
ทำที่วาลิการาม เมืองไพศาลี ภายหลังที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปได้
๑๐๐ ปี โดยมีพระกาลาโศกราชทรงเป็นศาสนูปภัมภก ทำอยู่ ๘ เดือนจึงสำเร็จ
การทำสังคายนาครั้งที่
๓ ปรารภเรื่องเดียรถีย์มาปลอมบวชเป็นจำนวนมากในพระศาสนาเพราะมีลาภสักการะเกิดขึ้นมาก
มีพระอรหันต์ ๑,๐๐๐
รูปร่วมประชุมทำสังคายนา มีพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ เป็นประธานและทำหน้าที่เป็นผู้ถาม
พระภิกษุในเมืองปาฏลีบุตรทั้งหมดเป็นผู้ตอบ เมื่อมีพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งตอบผิดธรรมผิดวินัยก็ถูกจับสึก
ประชุมทำที่อโศการาม เมืองปาฏลีบุตร ภายหลังที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปได้ ๒๓๔ ปี
โดยมีพระเจ้าอโศกมหาราช หรือศรีธรรมาโศกราช ทรงเป็นศาสนูปถัมภก ทำอยู่ ๙ เดือนจึงสำเร็จ
การทำสังคายนาครั้งที่
๔ ปรารภจะให้พระพุทธศาสนาประดิษฐานมั่นคงในลังกาทวีป
มีพระภิกษุร่วมประชุมทำสังคายนา ๖๘,๐๐๐ รูป โดยมีพระมหินทเถระเป็นประธานและเป็นผู้ถาม พระอริฏฐะเป็นผู้ตอบ ประชุมทำที่ถูปาราม เมืองอนุราธบุรี ลังกาทวีป ภายหลังที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปได้
๒๓๖ โดยพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะทรงเป็นศาสนูปถัมภก
ทำอยู่ ๑๐ เดือนจึงสำเร็จ
การทำสังคายนาครั้งที่
๕ ปรารภเรื่องพระสงฆ์แตกกันเป็น ๒ พวกคือ พวกมหาวิหารกับพวกอภัยคีรีวิหาร
และคำนึงว่าต่อไปภายภาคหน้า จะหาผู้ทรงจำพระธรรมวินัยด้วยปากเปล่า ควรจารึกพระธรรมวินัยเป็นตัวอักษรลงในใบลานไว้เป็นหลักฐาน
มีพระภิกษุร่วมประชุมทำสังคายนาอยู่ ๑๐๐๐ รูป โดยมีพระพุทธทัตตะ
เป็นประธานและทำทำหน้าที่เป็นผู้ถาม พระมหาติสสะเป็นผู้ตอบ ทำที่ อาโลกเลณสถานในมลัยชนบท ในลังกาทวีป ภายหลังที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปได้
๔๕๐ ปี โดยพระเจ้าวัฎฎคามณีอภัยทรงเป็นศาสนูปถัมภก ทำอยู่ ๑ ปี จึงสำเร็จ
จุดประสงค์สำคัญที่สุดของการทำสังคายนานั้นก็เพราะว่าพระธรรมวินัยนั้นเป็นหลักของพระพุทธศาสนา
หากปราศจากคำสอนแล้วพระพุทธศาสนาก็ดำรงคงอยู่ไม่ได้ ดังพระดำรัสของพระพุทธเจ้าที่พระองค์ได้ประทานไว้ในคราวที่จะเสด็จดับขันธปรินิพพานว่า ดูก่อน อานนท์ ธรรมใดที่เราได้แสดงแล้ว และวินัยใดที่เราได้บัญญัติไว้แล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย
ธรรมและวินัยนั้นจักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย ในเมื่อเราล่วงลับไปแล้ว และเป็นการรวบรวมเอาพระธรรมและพระวินัยของพระพุทธเจ้า
และเพื่อรักษาพระธรรมวินัยเอาไว้ไม่ให้สูญหายหรือวิปลาสคลาดเคลื่อนไป พระเถระทั้งปวงเห็นความสำคัญของพระธรรมวินัยซึ่งจะสืบทอดพระศาสนาต่อไปในภายภาคหน้า
หากปล่อยปะละเลยไว้จนกระทั่งพระธรรมวินัยเกิดความคลาดเคลื่อนไปจะเป็นอันตรายต่อพระพุทธศาสนา
จึงได้เริ่มสังคายนารวบรวมพระธรรมคำสอนขึ้นเป็นหมวดหมู่ภายหลังพุทธปรินิพพานไปแล้ว
๓ เดือน การสังคายนา
ถือว่าเป็นวิธีการรักษาพระพุทธศาสนาส่วนที่เป็นหลักคำสอนได้ดีมาก ทำให้พระธรรมวินัยเป็นหมวดหมู่ทำให้จำง่าย เป็นการสวดสาธยายพร้อมกันแสดงความยอมรับเป็นแบบแผนเพื่อทรงจำสืบต่อกันมา
บรรณานุกรม
พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช
ป.ธ.๙ ราชบัณฑิต ),คำวัด ,พิมพ์ครั้งที่๑ (กรุงเทพฯ:เลี่ยงเชียง,๒๕๔๘ )หน้า ๙๔๓
พุทธประวัติ
ฉบับมาตรฐาน,พิมพ์ครั้งที่๒ ,กรุงเทพฯ,โรงพิมพ์เลี่ยงเชียง,๒๕๓๕,๑๖๐หน้า
พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตโต)
พระไตรปิฎก สิ่งที่ชาวพุทธต้องรู้,พิมพ์ครั้งที่ ๕ ,กรุงเทพฯ บริษัทสหธรรมิก จำกัด
,๒๕๕๑ , ๗๐หน้า
วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2556
งานปฎิบัติธรรมเพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิต ปีใหม่ ๒๕๕๖
งานปฎิบัติธรรมเพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิต
ปีใหม่ ๒๕๕๖ ณ วัดเกาะท่าลาด บ้านท่าลาด ต.ท่าลาด อ.ชุมพวง จ.นครราชสีมา
วันที่ ๔-๖ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๖
นำปฎิบัติโดยพระอาจารย์ มหาคมกริช
สิริจันโท(พระวิปัสสนาจารย์)
| พระอาจารย์ มหาคมกริช สิริจันโท(พระวิปัสสนาจารย์) |
![]() |
| พระอาจารย์ มหาคมกริช สิริจันโท(พระวิปัสสนาจารย์) |
| พระอาจารย์ มหาคมกริช สิริจันโท(พระวิปัสสนาจารย์)นำเดินจงกรม |
| เทศน์อบรมโดยพระอาจารย์พุทธาลัย กันตธัมโม |
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
