หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ธรรมะเกี่ยวกับความสุขของชีวิตประจำวัน


พระราชสังวรญาณ (พุธ ฐานิโย)
วัดป่าสาลวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา



        
ธรรมะอันเป็นเหตุให้เกิดความสุขในชีวิตประจำวันนั้น ถ้าว่าโดยหลักการกันจริงๆ แล้วก็ไม่มีอะไรนอก เหนือไปจากการมีสรณะที่พึ่งภายในจิต สรณะที่พึ่งที่ระลึกนั้นคือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์และ
เหตุใดจึง ต้องมีพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระอริยสงฆ์ เป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึกก็เพราะพระพุทธเจ้ามีความดีหลายอย่างที่เราต้องเอาตัวอย่างของท่านมาประพฤติ จะว่าพระพุทธเจ้าเป็นบุคคลตัวอย่างก็ได้

พระพุทธเจ้าเป็นบุคคล ตัวอย่างแห่งการศึกษาดี ตามประวัติ ท่านศึกษาตามหลักสูตรแห่งการศึกษาในสมัยนั้น เรียกว่า จบบริบูรณ์ หมายถึง วิชาการปกครอง วิชาเกษตรกรรม วิชาเกษตรกรรมนี้ปรากฏในพุทธประวัติคนในตระกูลของพระพุทธเจ้าทุกองค์มีคำว่า "โอทนะ" ลงท้ายกัน โอทนะ แปลว่า ข้าวสุก เช่น พระเจ้าสุทโธทนะ โธโต ทนะ อมิโตทนะ เป็นต้น มีแต่คำว่า ข้าวสุก ต่อท้ายพระนามของท่านเหล่านั้น จึงแสดงว่าตระกูลของพระพุทธเจ้าเป็นตระกูลชาวนา เป็นกษัตริย์ แต่ว่าสนใจในเรื่องเกษตรกรรม คือการ เพาะปลูก เพราะอาศัยข้าวเป็นปัจจัยสำคัญ แห่งชีวิตความเป็นอยู่จึงได้ยึด เอาข้าวเป็นหลัก และตั้งชื่อลูกหลานมีคำว่า โอทนะ ต่อท้าย

วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ปรากฎการณ์ในขณะทำสมาธิ




พระราชสังวรญาณ(หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)
วัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา



ท่านผู้เจริญด้วยคุณธรรมทั้งหลาย วันนี้ ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่อาตมภาพได้มีโอกาสมาได้พบกับบรรดาท่าน ผู้นักศึกษาธรรมทั้งหลาย ความจริง การฟังธรรม ท่านทั้งหลายก็ได้ฟังกันมามากต่อมากแล้ว และเข้าใจว่าทุก ๆ ท่านคงมีความรู้ความเข้าใจในหลักธรรมะพอสมควร ในครั้งก่อนนั้น ได้อธิบายถึงเรื่องการทำสมาธิในขั้นบริกรรมภาวนาตามแบบฉบับของท่านอาจารย์เสาร์ อาจารย์มั่น ท่านอาจารย์เสาร์ อาจารย์มั่น ท่านเป็นพระเถระที่ทรงคุณในทางการปฏิบัติสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานของภาคอีสาน บางท่านอาจจะยังไม่รู้ว่าท่านอาจารย์เสาร์ อาจารย์มั่นเป็นคนเมืองไหน อาตมาจะได้นำประวัติของท่านมาเล่าโดยย่อ ๆ ท่านอาจารย์เสาร์และท่านอาจารย์มั่นเป็นชาวเมืองอุบลฯโดยกำเนิด ท่านอาจารย์เสาร์เกิดที่อำเภอเมือง ท่านอาจารย์มั่นเกิดที่อำเภอโขงเจียม ทั้งสองท่านนี้ ในเมื่อได้มาอุปสมบทในพระธรรมวินัยแล้ว ก็ได้ตั้งใจศึกษาธรรมวินัย เพียงแค่การให้รู้หลักธรรม อันเป็นหลักในทางการปฏิบัติทางด้านจิตโดยตรง เรียกว่าท่านเรียนทางกรรมฐานโดยตรง



ในตอนแรก ๆ พระธุดงค์กรรมฐานในสายนี้ก็ไม่ค่อยจะมีใครสนใจเท่าใดนัก แต่เป็นเพราะเหตุใดนั้น ไม่ขอนำมากล่าว แต่จะกล่าวเฉพาะวิธีปฏิบัติของท่าน ซึ่งท่านอาจารย์เสาร์ อาจารย์มั่น ได้ปฏิบัติกรรมฐานเริ่มต้นด้วย บริกรรมภาวนา บริกรรมภาวนาอะไรก็ได้ ไม่เฉพาะแต่คำว่าพุทโธอย่างเดียว เพราะบริกรรมภาวนาแต่ละอย่างนั้น เป็นแต่เพียงอารมณ์เป็นคู่ของใจ ซึ่งผู้บริกรรมนั้นจะต้องนึกในคำใดคำหนึ่งซ้ำ ๆ ซาก ๆ จนกระทั่งทำจิตให้ติดอยู่ในคำภาวนานั้น ทำไมจึงต้องทำอย่างนั้น ก็เพราะเหตุว่า โดยธรรมชาติจิตของคนเรานั้น ย่อมส่งกระแสไปรู้อารมณ์ต่าง ๆ สุดแท้แต่อารมณ์นั้น ๆ จะผ่านเข้ามา ในทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เมื่ออารมณ์นั้นผ่านเข้ามาแล้วก็สามารถที่จะจูงใจให้ไปเกิดความยินดี ความยินร้าย หรือความพอใจ ไม่พอใจ สุดแท้แต่อารมณ์จะจูงให้เป็นไปและการรับรู้อารมณ์ของจิตนั้น ย่อมมีอันเปลี่ยนอยู่บ่อย ๆ เพียงแค่เวลาประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น เรามีความรู้สึกนึกคิดจนนับไม่ถ้วน ดังนั้นอุบายวิธีการบริกรรมภาวนา หรือนึกอยู่ในคำใดคำหนึ่งซ้ำ ๆ ซาก ๆ ก็เพื่อจะให้จิตติดอยู่กับคำที่นึกนั้น แล้วจิตของเราจะได้ลืมนึกถึงอารมณ์อื่น ๆ แต่จดจ้องอยู่ที่คำภาวนาอย่างเดียว แต่การที่จะทำให้จิตจดจ้องอยู่ที่คำภาวนาอย่างเดียวนั้น ก็ไม่ได้เป็นของง่ายนัก เพราะว่าโดยปกติจิตของคนเราย่อมส่งกระแสไปสู่อารมณ์ต่าง ๆ นับไม่ถ้วน การที่จะทำจิตให้อยู่กับคำบริกรรมภาวนาที่เราต้องการนั้น ถ้าจะพูดถึงการภาวนาจะให้ได้ผลกันจริงจัง แทบจะไม่มีคำอะไรที่จะต้องมาอธิบายสู่กันฟัง นอกจากจะตั้งใจนึกบริกรรมภาวนากันอย่างจริงจัง ในสภาวนามอย่างไหน อย่างไรก็ได้เท่านั้น ไม่เฉพะแต่คำว่าพุทโธอย่างเดียว เราจะใช้คำอื่น ๆ ก็ได้ เพราะฉะนั้นขอท่านนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ได้โปรดอย่ามีความเคลือบแคลงสงสัยใด ๆ ในวิธีการที่จะภาวนาให้เกิดผล มีแต่ว่าจะตั้งใจทำจิต ถือหลักว่าภาวนาให้มาก ๆ กระทำให้ชำนิชำนาญ เมื่อเรามีความพากเพียรพยายามที่จะกระทำให้มาก ๆ ทำให้ชำนิชำนาญ ทำไม่หยุด ถ้าใครสามารถที่จะตั้งใจว่าเราจะนั่งสมาธิภาวนาให้ได้วันละ 3 หรือ 4 ครั้ง แต่ละครั้งให้ได้ครั้งละ 1 ชั่วโมง ถ้าสามารถที่จะทำได้ รับรองว่าจิตสงบอย่างแน่นอน แต่นี่เรายังทำไม่ถึง พอทำไปนิดหน่อยเกิดทุกเวทนาขึ้นมาครอบงำแล้วเราก็หยุดเสีย ถ้าหากเราพากเพียรพยายามทำให้มาก ๆ ทำบ่อย ๆ แล้วก็ทำไม่หยุดหย่อน เราก็สามารถที่จะทำจิตให้สงบได้ อาตมาได้กล่าวในตอนต้นแล้วว่า ท่านทั้งหลายคงจะได้ศึกษาธรรมะ และมีความรู้ความเข้าใจกันมากมายพอสมควร ดังนั้น ณ โอกาสนี้จึงใคร่ที่จะขอเชิญท่านทั้งหลายให้ตั้งใจกำหนดจิตบริกรรมภาวนาตามที่ตนชำนิชำนาญมาแล้วอย่างใด ถ้าหากท่านจะบริกรรมภาวนา พุทโธ พุทโธ ก็ให้ตั้งจิตอธิษฐานภาวนาภายในใจของตัวเองว่า บัดนี้ ฉันจะทำสมาธิภาวนาเพื่อให้จิตสงบเป็นสมาธิ เพื่อจะให้รู้แจ้งแทงตลอดในสภาวธรรมตามความเป็นจริงแล้วก็นึกในใจของตนเองว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ , พุทโธ ธัมโม สังโฆ, พุทโธ ธัมโม สังโฆ แล้วก็น้อมใจเชื่อลงไปว่า พระพุทธเจ้าอยู่ที่ใจ พระธรรมก็อยู่ที่ใจ พระอริยสงฆ์ก็อยู่ที่ใจแล้วกำหนดลงที่ใจอย่างเดียวเท่านั้น นึกบริกรรมภาวนาพุทโธ พุทโธ พุทโธ อยู่อย่างนั้น จนกว่าจิตจะมีอาการสงบลงไป ให้พึงสังเกตจิตของตนเองให้ดี ถ้าจิตมีอาการเคลิ้ม ๆ ลงไป คล้าย ๆ กับจะง่วงนอน พึงรู้เถอะว่าจิตของเรากำลังเริ่มจะสงบแล้ว เพราะจิตที่จะสงบในเบื้องต้นนั้น ถ้าจะว่ากันอย่างตรงไปตรงมาก็คืออาการนอนหลับ เพราะเมื่อจิตจะสงบก็มีอาการเคลิ้ม ๆ แล้วก็วูบลงไป พอวูบลงไป พอหยุดวูบแล้ว จิตจะนิ่ง ในเมื่อจิตนิ่งแล้ว ถ้าหากว่าจิตจะนอนหลับมันก็หลับมืดไปเลย ถ้าหากว่าจิตจะเป็นสมาธิ พอวูบลงไปนิ่งแล้ว จิตก็จะมีอาการสว่างขึ้นมา ซึ่งทั้งนี้ไม่ใช่ว่าจะเป็นในลักษณะอย่างเดียวกันทั้งหมด บางท่านก็รู้สึกว่า มีกายเบาจิตก็เบา แล้วจึงค่อย ๆ ก้าวเข้าไปสู่ความสงบทีละน้อย ละน้อย ไม่มีอาการวูบวาบ จนกระทั่งจิตสงบแน่นิ่งลงไปถึงขั้นอัปนาสมาธิ แต่ส่วนมากในช่วงนี้ ถ้าเกี่ยวกับเรื่องการบริกรรมภาวนานั้น เมื่อจิตมีอาการเคลิ้ม ๆ สงบลงไปสว่างขึ้นแล้ว คำบริกรรมภาวนาที่นึกอยู่นั้นจะหายไป ในเมื่อคำบริกรรมภาวนาหายไปแล้ว เราก็ไม่ต้องไปนึกถึงคำบริกรรมภาวนาอีก ในตอนนี้ให้ผู้ปฏิบัติจงกำหนดรู้ลงที่จิตของตัวเอง ถ้าหากจิตมีอาการสงบนิ่ง สว่างอยู่เฉย ๆ ก็กำหนดรู้ ลงที่นั้นอย่างเดียว แต่ถ้าในช่วงนั้น ถ้าลมหายใจปรากฏขึ้นในความรู้สึก ก็ให้กำหนดรู้ลมหายใจ ตามรู้ลมหายใจ เพียงแต่รู้เท่านั้น อย่าไปนึกคิดอะไรทั้งนั้น ลมหายใจสั้นก็ไม่ต้องว่า ลมหายใจยาวก็ไม่ต้องว่า ลมออกสั้นก็ไม่ว่า ลมออกยาวก็ไม่ว่า ลมเข้าสั้นก็ไม่ว่า ลมเข้ายาวก็ไม่ว่า เป็นแต่เพียงกำหนดรู้ลมหายใจอยู่โดยธรรมชาติ แล้วอย่าไปแต่งลมหายใจเป็นอันขาด ในช่วงนี้เพียงแต่กำหนดรู้อยู่เท่านั้น ถ้าหากว่าเรากำหนดรู้อยู่ที่ลมหายใจถ้าหาก ลมหายใจแสดงอาการเป็นไปต่าง ๆ เช่น ลมหายใจอาจจะแสดงอาการหายใจแรงขึ้น หรือหายใจแผ่วเบาลงไป หรือบางครั้งอาจจะมองเห็นลมหายใจสว่างเหมือนกับปุยนุ่น ก็ให้กำหนดรู้ลงที่จิตอย่างเดียว รวมความว่า อะไรเกิดขึ้นภายในความรู้สึก ก็เพียงแต่กำหนดรู้เฉยอยู่ อย่าไปทำความเอะใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ๆ ถ้าเราไปทำความเอะใจหรือไปทักท้วงสิ่งที่เกิดขึ้น จิตจะถอนจากสมาธิทันที เพราะฉะนั้นให้กำหนดรู้อยู่เฉย ๆ ในเมื่อจิตมีสิ่งที่รู้คือลมหายใจปรากฎตลอดเวลา ตัวสติสัมปชัญญะจะค่อยมีกำลังกล้าขึ้น สามารถควบคุมจิตให้สภาพสงบได้โดยอัตโนมัติ นี่ขอให้ท่านนักปฏิบัติทั้งหลาย พึงทำความเข้าใจอย่างนี้ และถ้าหากว่าจิตของผู้ภาวนานั้น ไม่นิ่งเข้าไปยึดลมหายใจ ก็ย่อมจะส่งกระแสออกไปข้างนอก ในเมื่อส่งกระแสความรู้สึกออกไปข้างนอก ในช่วงที่จิตมีความสงบสว่างอยู่นั้น แล้วภาพนิมิตต่าง ๆ จะปรากฏขึ้น จะเป็นภาพอะไรก็ตามเมื่อภาพต่าง ๆ ปรากฏขึ้นแล้ว ก็ให้กำหนดรู้อยู่ที่จิตอย่างเดียวเท่านั้น อย่าไปทำความเอะใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภายนอก ถ้าหากเราสามารถประคองจิตของเราให้อยู่ในความสงบ ในสภาพปกติ โดยไม่ไปเอะใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น จิตก็จะสงบนิ่งเป็นสมาธิอยู่ตลอดไป ถ้าหากเกิดเอะใจขึ้นมาเมื่อไรแล้ว สมาธิก็จะถอน ภาพนิมิตนั้นก็จะหายไป ในตอนนี้มีความสำคัญมากสำหรับนักปฏิบัติ ถ้าหากเรามีความรู้สึกว่าภาพนิมิตต่าง ๆ เป็นสิ่งอื่นมาแสดงให้เรารู้เราเห็น บางทีเราอาจจะเข้าใจผิด เช่น อย่างเห็นภาพผี เปรต หรือเทวดาเป็นต้น บางท่านอาจจะคิดว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น เขามาขอส่วนบุญเรา แล้วเราก็ไปนึกแผ่ส่วนบุญกุศลให้เขา ในเมื่อนึกขึ้นมาอย่างนั้น จิตก็ถอนออกจากสมาธิภาพนิมิตทั้งหลายนั้นก็หายไป อันนี้ก็ไม่ค่อยจะร้ายแรงเท่าไรนัก แต่ถ้าหากบางท่านอาจจะมีความรู้สึกหรือมีความเห็นนอกเหนือไปกว่านี้ โดยสำคัญว่าภาพนิมิตทั้งหลายเหล่านั้น เป็นสิ่งที่เข้ามาเพื่อที่จะดลบันดาลจิตใจของเราให้เกิดความสงบให้เกิดความรู้ แล้วบางทีเราอาจจะเผลอ ๆ ไปน้อมรับสิ่งเหล่านั้นเข้ามาสิงสู่อยู่ในตัวของเรา แล้วสภาพจิตของเราจะกลายเป็นในลักษณะที่เรียกว่าสภาพผีสิง นี่ถ้าหากเราไปสำคัญว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นตนเป็นตัวขึ้นมา หรือเป็นสิ่งอื่นขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าหากไปมองเห็นภาพนิมิตของผู้ที่เขา ที่เราเข้าใจว่าเป็นผู้วิเศษ มาปรากฏกายให้มองเห็นแล้ว เราอาจจะน้อมเอาภาพนิมิตนั้นให้เข้ามาสู่ตัวของเรา หรือสู่จิตใจของเรา เพราะความเข้าใจผิดว่า สิ่งที่มองเห็นนั้นเป็นสิ่งที่มาจากที่อื่น ในเมื่อเราน้อมเข้ามาแล้ว จะมีอาการคล้ายๆ กับว่ามีสิ่งเข้ามาทรงอยู่ภายในจิต หลังจากนั้นเราก็จะกลายเป็นคนทรงไป อันนี่เป็นสิ่งที่เราควรจะระมัดระวังให้มาก ๆ การภาวนาหรือการทำจิตเนี่ย เราไม่ได้มุ่งที่จะให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งมาช่วยดลบันดาลให้เราเป็นผู้รู้ผู้เห็น เราต้องการจะทำให้จิตมีความสงบนิ่งเป็นสมาธิโดยความเป็นอิสระของจิตเอง ถ้าหากว่าจิตจะเกิดความรู้ความเห็นอะไรขึ้นมา ก็เป็นสมรรถภาพของจิตเอง ไม่ใช่สิ่งบันดาลเพราะฉะนั้นขอให้ท่านนักศึกษาธรรมะหรือนักปฏิบัติทั้งหลาย พึงทำความเข้าใจในเรื่องนิมิตต่าง ๆ ถ้าหากว่าท่านไม่ไปเอะใจหรือไม่ได้ไปสำคัญว่านิมิตต่าง ๆ ที่ปรากฎขึ้นนั้นเป็นสิ่งอื่นมาดลบันดาลให้เรารู้เราเห็น ทำความรู้สึกว่าภาพนิมิตนั้นเกิดขึ้นจากจิตของเรา จิตของเรานั่นแหละเป็นผู้ปรุงแต่งขึ้นมา เพราะเรามีความสำคัญว่าเราอยากรู้ อยากเห็น ในเมื่อเราอยากรู้อยากเห็น พอจิตสงบเคลิ้ม ๆ ลงไปอยู่ระดับในแห่งอุปจารสมาธิ ในตอนนี้จิตของเราจะฝันดีนัก ถ้าหากเรานึกถึงอะไรแล้วจะเกิดเป็นภาพนิมิตขึ้นมา ถ้าหากเราสามารถที่จะกำหนดจดจ้องรู้ลงที่จิตอย่างเดียว โดยไม่สำคัญมั่นหมายในนิมิตนั้น ๆ เราก็จะรู้สึกว่า อาจจะรู้สึกว่าภาพนิมิตเป็นอุปกรณ์แก่การปฏิบัติของท่านผู้มีสติปัญญา โดยกำหนดรู้อยู่ที่จิตและภาพนิมิตที่มองเห็นนั้นจะแสดงปฏิกิริยาเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ หากจิตของท่านผู้ปฏิบัตินั้นมีสมาธิมั่นคงพอสมควรก็จะสามารถกำหนดเอานิมิตนั้นๆ เป็นเครื่องหมายแห่งความรู้เป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติบางทีภาพนิมิตนั้น อาจแสดงเรื่องอสุภกรรมฐาน หรือภาพกรรมฐานให้เรารู้เห็นก็ได้ ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็จะสามารถทำให้สติสัมปชัญญะของเราดีขึ้น และเมื่อมีสติสัมปชัญญะของเราดีขึ้นแล้ว จิตก็จะสงบรวมลงไปสู่ความเป็นหนึ่ง เรียกว่า อัปนาสมาธิ ทีนี้ปัญหาเรื่องคำว่า อัปนาสมาธินั้น บางท่านอาจจะเข้าใจว่า อัปนาสมาธิ คือความเป็นหนึ่งของจิตหรือเอกัคตาจิตนั้น ไม่สามารถที่จะเกิดความรู้ความเห็นอะไรขึ้นได้ จริงอยู่ผู้ปฏิบัติในขั้นต้น จะเป็นการบริกรรมภาวนาก็ตาม หรือจะเป็นการพิจารณาอะไรก็ตาม เมื่อจิตสงบลงไปนิ่ง อยู่ในความเป็นหนึ่งที่เรียกว่าเอกัตคตา ในช่วงต้น ๆ นี้จิตอาจจะไม่สามารถบันดาลให้เกิดความรู้ความเห็นอะไรขึ้นมาได้ แต่ถ้าหากว่าท่านผู้นั้นเคยพิจารณากรรมฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง จนชำนิชำนาญ ด้วยการน้อมนึกคิดแล้ว เมื่อจิตสงบนิ่งลงไปเป็นอัปนาสมาธิ จิตก็สามารถที่จะบันดาลให้เกิดความรู้ความเห็น ได้เห็นจิต เห็นธรรมขึ้นมาได้ ดังนั้นเราจึงสามารถแบ่งขั้นของอัปนาสมาธิได้ 2 ตอน<o>

</o> ตอนแรก จิตสงบนิ่งลงไปเป็นหนึ่ง อยู่ในอัปนาสมาธิ ถ้าอยู่เป็นสมาธิในขั้นฌาน จะไม่สามารถเกิดความรู้ความเห็นอะไรขึ้นมา เพราะจิตอยู่ในฌานย่อมนิ่งอยู่ในจุด ๆ เดียว แต่ถ้าหากว่าจิตที่เคยพิจารณาวิปัสสนากรรมฐานมาแล้วก็ดี หรือเคยพิจารณาอสุภกรรมฐานมาแล้วก็ดี เคยพิจารณาธาตุกรรมฐานมาแล้วก็ดี เมื่อจิตสงบนิ่งลงไป เป็นหนึ่งลงไปแล้ว จะมีลักษณะคล้าย ๆ กับจิตถอนตัวออกจากร่างแล้วก็ส่งกระแสมารู้เรื่องของร่างกาย จิตจะมองเห็นกายในลักษณะต่าง ๆ จะเป็นนั่งอยู่หรือนอนอยู่ก็ตาม เมื่อเป็นเช่นนั้นจิตก็จะมีความสงบนิ่งเฉย สว่างหนึ่งอยู่ และกายที่มองเห็นในความรู้สึกของจิตนั้น ก็จะแสดงปฏิกิริยาเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะต่าง ๆ ถ้าหากว่าท่านผู้นั้นพิจารณาอสุภกรรมฐานมา จนชำนิชำนาญด้วยการน้อมนึก จิตก็จะสามารถรู้เรื่องของอสุภกรรมฐานขึ้นมาโดยอัตโนมัติ โดยที่กายที่มองเห็นอยู่นั้น จะแสดงอาการขึ้นอืด แล้วก็มีน้ำเหลืองไหล เนื้อหนังหลุดออกไปเป็นชิ้น ๆ แล้วยังเหลือแต่โครงกระดูก ในที่สุดโครงกระดูกก็จะแหลกละเอียดลงไป เป็นจุณมิจุณไป แล้วก็หายไปในที่สุดยังเหลือแต่ความว่าง ในเมื่อจิตว่างแล้ว จิตก็จะสามารถที่จะก่อตัวรู้เรื่องของโครงกระดูก ซึ่งจะมาผสานกันเป็นโครงกระดูก แล้วก็จะเกิดมีเนื้อมีหนัง กลับคืนมาอยู่ในสภาพเป็นร่างโดยสมบูรณ์อย่างเก่า จะมีอาการเป็นไป ย้อนกลับไปกลับมาอยู่อย่างนั้น จนกว่าจิตจะถอนออกมาจากสมาธิ และในขณะที่จิตรู้เห็นนั้น จะมีความรู้สึกว่ารู้เห็นด้วยทางจิตอย่างเดียว คือไม่ได้เกี่ยวข้องกับประสาทส่วนกาย คือไม่ได้เกี่ยวข้องกับประสาทส่วนตา เป็นความรู้ความเห็นของจิตล้วน ๆแต่ถ้าหากว่าท่านผู้ที่เคยพิจารณาธาตุกรรมฐาน ก็จะมองเห็นร่างกายเนี้ย แหลกละลายลงไป เป็นดิน เป็นน้ำ เป็นลม เป็นไฟ อย่างละเอียดถี่ถ้วน แล้วก็จะหายไปกลายเป็นความว่าง <o>

</o> ถ้าหากว่าท่านผู้ที่เคยพิจารณาวิปัสสนากรรมฐาน เช่น พิจารณา รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่าเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เมื่อจิตสงบนิ่งลงไปแล้ว แล้วจิตก็จะมีนิมิตอะไรขึ้นมา ก็สุดแท้แต่จิตจะปรุงขึ้นมา แต่ความปรุงแต่งในขั้นนี้กับสิ่งที่รู้เห็นนั้น คล้าย ๆ กับว่าไม่มีความสัมพันธ์กันเลย ในตอนนี้จิตกับสิ่งที่รู้ แยกกันออกได้เป็นคนละส่วน สิ่งที่รู้นั้นก็แยกเป็นส่วนหนึ่ง ตัวผู้รู้คือจิตนั้นก็อยู่อีกส่วนหนึ่ง และส่วนความเปลี่ยนแปลงที่มันจะแสดงไปในลักษณะแห่งพระไตรลักษณ์ คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั้น ก็จะมีอันแสดงไปเอง ถ้าหากท่านผู้ฟังอาจจะมีความสงสัยว่า การแสดงอย่างนั้นใครเป็นผู้แสดง ก็จิตนั่นแหละเป็นผู้ปรุงแต่งขึ้นมา เป็นตัวปัญญาความรู้ ในเมื่อจิตปรุงแต่งขึ้นมา โดยความรู้เท่าเอาทัน ด้วยความไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่รู้ จิตก็รู้สึกว่า คล้าย ๆ กับว่า สิ่งที่รู้อยู่อีกส่วนหนึ่ง แต่ตัวผู้รู้คือจิตนั้น แยกอยู่เอกเทศส่วนหนึ่ง ในตอนนี้เราจะเรียกว่าเอกัคตารมณ์สามารถแยกออกเป็นคนละส่วนก็ได้ อันนี้คือลักษณะปรากฎการณ์ที่จะเกิดขึ้นภายในจิตของผู้ที่จะปฏิบัติเริ่มต้นแต่บริกรรมภาวนาหรือในขั้นพิจารณาอสุภกรรมฐาน ธาตุกรรมฐาน หรือพิจารณาพระไตรลักษณ์ในขั้นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งเรียกว่าขั้นวิปัสสนา ขอให้ท่านนักปฏิบัติทั้งหลาย พึงทำความเข้าใจดังที่กล่าวมาแล้วนี้

<o></o>ทีนี้ถ้าหากสมมติว่าเราจะไม่พิจารณาอะไรแล้ว เพียงแต่เพียงแค่ว่าบริกรรมภาวนาให้จิตสงบอย่างเดียวเท่านั้น แล้วจิตของเราสามารถที่จะก้าวขึ้นสู่ภูมิวิปัสสนาได้หรือไม่ อันนี้ขอตอบว่าสามารถที่จะก้าวขึ้นสู่ภูมิวิปัสสนาได้ โดยที่ผู้บริกรรมภาวนาทำจิตให้สงบนิ่งลงไป เริ่มต้นแต่อุปจารสมาธิจนกระทั่งถึงอัปนาสมาธิ อัปนาสมาธิในลักษณะที่จิตนิ่งอยู่ในจุดเดียว ไม่มีสิ่งที่รู้ปรากฏขึ้นในจิต มีการสงบนิ่ง มีลักษณะนิ่งและสว่างไสวอยู่ภายในความรู้สึกอย่างเดียว ความรู้อื่น ๆ ไม่เกิดขึ้น เมื่อเป็นเช่นนั้น วิปัสสนากรรมฐานจะเกิดขึ้นได้อย่างไร วิปัสสนากรรมฐานจะเกิดขึ้นได้ ต่อเมื่อจิตถอนออกจากความเป็นเช่นนั้นแล้ว มาเกิดความรู้สึกนึกคิดขึ้นมา ผู้ปฏิบัติที่ฉลาด ก็ฉวยโอกาสนั้นกำหนดรู้ความคิดของตนซึ่งเกิดขึ้น จิตคิดอะไรขึ้นมาก็กำหนดรู้ คิดอะไรขึ้นมาก็กำหนดรู้ เพียงแต่รู้ว่าจิตมีความคิดอย่างเดียวเท่านั้น รู้แล้วก็ไม่ต้องไปวิพากษ์วิจารณ์ หรือไปช่วยจิตคิดอะไรเพิ่มเติม เป็นแต่เพียงว่า สิ่งใดเกิดขึ้นก็รู้ สิ่งใดเกิดขึ้นก็รู้ รู้ รู้ อยู่อย่างนั้น แล้วสิ่งใดดับไปก็รู้



วันอังคารที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2554

สมถกรรมฐาน บทอบรมกรรมฐาน ครั้งที่ 1 วันที่ 17 เมษายน พ.ศ.2521


    โดย พระราชสังวรญาณ (พุธ ฐานิโย)
 
             ท่านพระนักศึกษา และนักเรียนฝึกหัดครูทุกท่าน
            ผมรู้สึกมีความยินดีที่ได้มาร่วมเป็นสหธรรมิกกับท่านทั้งหลายในสถานที่นี้ ความจริงเราก็เป็นสหธรรมิกกันมานานแล้ว และบางท่านก็ได้เคยพบหน้าค่าตากัน บางท่านก็ยังไม่ได้พบกัน ในเมื่อได้มาพบกันเข้าเช่นนี้ก็รู้สึกว่ามีความปลาบปลื้มยินดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมาของบรรดาท่านทั้งหลายมีความมุ่งหวังที่จะฝึกอบรมพระกรรมฐานหาวิธีเจริญภาวนา เพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์มากความจริงผมตั้งใจจะมาตั้งแต่วันที่ 14 (เมษายน) แต่บังเอิญไปธุระที่อุบลราชธานี ขากลับมาก่อนจะถึงนครราชสีมายังเหลืออยู่เพียง 13 กิโลเมตรเท่านั้น มันบังเอิญเกิดอุปัทวเหตุรถคว่ำลงไป 3 พลิก แต่เดชะบุญบารมีของบรรดาท่านทั้งหลายตามไปคุ้มครอง จึงไม่มีใครเป็นอะไร ตัวเองก็เพียงแต่ว่าช้ำบวมไปนิดหน่อย แต่ว่ารถยนต์พังเสียหายยับเยิน ก็นับว่าเป็นบุญที่ได้มีชีวิตรอดมา ได้มีโอกาสมาร่วมสุขร่วมทุกข์กับบรรดาท่านทั้งหลายอีกวาระหนึ่ง

          ผมจะไม่ขอกล่าวอะไรให้ยืดเยื้อ เพราะเป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าท่านมาศึกษาอบรมพระกรรมฐาน แต่ความจริงท่านทั้งหลายก็ได้ศึกษาอบรมมามากต่อมากแล้ว หลักการและวิธีการเกี่ยวกับการอบรมพระกรรมฐานนั้นเข้าใจว่าท่านทั้งหลายคงทราบดีอยู่แล้ว จึงไม่ขอนำมากล่าว จะกล่าวเฉพาะหลักการอบรมพระกรรมฐาน หรือขั้นแห่งการอบรมพระกรรมฐาน ตามลำดับที่โบราณจารย์ท่านแบ่งไว้เป็น 2 ขั้น คือ
 
            1) สมถกรรมฐาน              - กรรมฐานเป็นอุบายสงบใน
            2) วิปัสสนากรรมฐาน        - กรรมฐานเป็นอุบายเรืองปัญญา

อันนี้ ท่านทั้งหลายก็ทราบอยู่แล้ว วันนี้จะกล่าวเฉพาะแต่เรื่องสมถกรรมฐานอย่างเดียว เราอบรมกรรมฐานเพื่อมุ่งให้จิตสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิ ประโยชน์ก็เพื่อกำจัด นิวรณธรรม 5 ประการ อันเป็นอุปสรรคของการบำเพ็ญกรรมฐาน นิวรณ์ 5 ประการมีอะไรบ้างท่านทั้งหลายก็ทราบกันอยู่แล้ว ผมจะไม่ขอกล่าว จะกล่าวแต่เพียงว่านิวรณ์ 5 ประการนั้นเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติพระกรรมฐาน เพราะนิวรณ์ทั้งห้านั้น มันเป็นกิเลสชนิดหนึ่งซึ่งคอยตัดทอน หรือกางกั้นคุณงามความดีไม่ให้เกิดขึ้นแก่ผู้ที่อบรมพระกรรมฐาน เช่น กามฉันทะ ความกำหนัดยินดีในกาม ในเมื่อมันเกิดขึ้นกลุ้มรุมจิตใจของนักปฏิบัติแล้ว จะทำให้รู้สึกดิ้นรนกระวนกระวาย ทำให้จิตฟุ้งซ่าน ไม่เป็นอันที่จะบริกรรมภาวนา และนิวรณ์ข้ออื่น ๆ ก็เช่นเดียวกัน ล้วนแต่เป็นอุปสรรคของการบำเพ็ญเพียรภาวนาทั้งนั้น เพราะฉะนั้น เราจึงจำเป็นที่จะต้องบำเพ็ญสมถกรรมฐาน เพื่อทำให้จิตสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิ เพราะอำนาจของสมาธิขั้นสมถกรรมฐานนั้น มีแรงผลักดันนิวรณ์ทั้ง 5 ประการนี้ให้หลุดพ้นไปจากจิตชั่วขณะหนึ่ง อันจะเป็นโอกาสให้เราได้ตั้งหน้าตั้งตากำหนดจิตบริกรรมภาวนา เพื่อความสงบตั้งมั่นของจิต จนกระทั่งบรรลุถึงสมาธิขั้นต้น ขั้นกลาง และขั้นปลาย คือ อัปปนาสมาธิ
            ทีนี้ อุบายของสมถกรรมฐานนั้น ตามตำรับตำราท่านก็กล่าวไว้มากมายถึง 40 ประการ กรรมฐานทั้ง 40 ประการนั้น เป็นอุบายหรือเป็นเหยื่อล่อใจให้อยู่ในสิ่ง ๆ หนึ่ง จะเป็นอะไรก็ตามซึ่งเป็นคำพูดเกี่ยวกับธรรมะ เช่น พุทโธ เป็นต้น โดยปกตินั้น เราทุกคนนับตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน เราอาจจะไม่ได้ควบคุมความนึกคิดหรืออารมณ์ของเรา เรามักจะปล่อยจิตใจให้เป็นไปตามอำเภอใจ คือปราศจากความควบคุม ถึงจะมีการควบคุมเป็นบางครั้งบางขณะ แต่เราก็ปล่อยจิตของเราให้เป็นไปในอารมณ์หลายเรื่องหลายอย่าง ซึ่งเหลือที่จะประมาณ อุบายการบำเพ็ญสมถกรรมฐาน จึงเป็นอุบายที่จะตะล่อมจิตซึ่งส่ายแส่อยู่กับเรื่องราวต่าง ๆ ให้ไปรวมจุดอยู่ในสิ่ง ๆ เดียวซึ่งเป็นคำบริกรรมภาวนา และกรรมฐานที่เนื่องด้วยบริกรรมภาวนานั้น ท่านเรียกว่า สมถกรรมฐาน
 
            ทีนี้ ในสมัยปัจจุบัน สำนักปฏิบัติพระกรรมฐานมีมากหลายและท่านอาจารย์ผู้ให้การอบรมกรรมฐานต่างก็ให้การอบรมไปตามความรู้ความเข้าใจของตน บางทีลัทธิการปฏิบัติพระกรรมฐานก็เกิดขัดกันขึ้นในตัว ผมต้องขออภัยท่านทั้งหลายที่จะนำเรื่องนี้มากล่าวเท่าที่ได้สังเกตกันมาตั้งแต่ต้นจนกระทั่งปัจจุบันนี้ เนื่องจากลัทธิปฏิบัติอบรมพระกรรมฐานมีหลายอย่าง และต่างองค์ก็ต่างได้รับการอบรมมาต่างสำนัก ต่างครู ต่างอาจารย์ มติและความเข้าใจในเรื่องกรรมฐานจึงมีความแตกต่างกัน อันนั้นเราอาจจะไปยึดหลักในคัมภีร์หรือตำรับตำรามากเกินไป แต่ถ้าหากเราจะเอาปรากฏการณ์หรือผลซึ่งเกิดขึ้นจากการอบรมนั้นมาเปรียบเทียบกัน ย่อมจะลงสู่จุดเดียวกัน ที่ว่าลงสู่จุดเดียวกันนั้น เรามีวิถีทางดำเนินจิตตั้งแต่เบื้องต้นจนกระทั่งวาระสุดท้ายที่จิตสงบเป็นสมาธิ
            เราเริ่มต้นด้วย วิตก  คือ นึกถึงอารมณ์ที่จะบริกรรมภาวนา วิจาร ความที่จิตจดจ่อต่ออารมณ์บริกรรมภาวนานั้นจนกระทั่งจิตมีความซาบซึ้งถึงสิ่งที่บริกรรมภาวนา แล้วก็เกิด ปีติ ในเมื่อเกิดปีติความ สุข อันเป็นผลพลอยได้ก็ย่อมตามหลังมา เมื่อปีติกับสุขอันเป็นอาหารของใจเกิด ใจก็มีความสุข ความสงบ เบากาย เบาใจ และความฟุ้งซ่านวุ่นวายภายในจิตในใจก็หายไป จิตก็มุ่งต่อความสงบเป็นระยะไปตามขั้น จนกระทั่งปีติและสุขรวมลงสู่ความเป็นหนึ่งเรียกว่า เอกัคคตา

            สภาวะจิตของผู้บำเพ็ญสมถะนั้น  ในเมื่อเราเอาผลที่เกิดขึ้นภายในจิตมาเปรียบเทียบกันแล้ว เราจะไม่มีอะไรที่จะขัดแย้งกัน บางทีอาจารย์บางท่านอาจจะยังไม่เข้าใจในความเป็นของจิตโดยธรรมชาติ ซึ่งเกิดขึ้นจากการภาวนา แต่อาศัยเพียงแต่ตำรับตำราเท่านั้นแล้วก็อบรมสั่งสอนกันไป ซี่งตัวเองอาจจะยังไม่เคยผ่าน เคยพบความที่จิตเป็นสมาธิไปจนกระทั่งถึงขั้นอัปปนา
            ขอยกตัวอย่างซึ่งเคยได้พบสนทนากันกับพระครูพิบูลย์สมาธิวัตร ซึ่งท่านอยู่ที่อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ท่านเคยเล่าให้ฟังว่า เมื่อท่านออกปฏิบัติกรรมฐานในคราวแรกนั้นไปศึกษาอยู่ในสำนักของท่านอาจารย์เสาร์ (กนฺตสีโล) ท่านอาจารย์เสาร์ก็สอนให้ภาวนาบริกรรมว่า พุทโธ ภายหลังจากได้ทำความพยายามอย่างเต็มที่แล้วจิตก็สงบวูบลงแล้วก็เกิดสว่างโร่ขึ้น ทีนี้ภายหลังท่านไปฝึกหัดในสายกรรมฐานหนอ คือยุบหนอ พองหนอ ท่านก็บอกว่าในเมื่อไปกำหนดจิตนึกยุบหนอ พองหนอ ๆ จิตก็สงบวูบแล้วก็เกิดสว่างโร่ขึ้น ท่านว่าอย่างนี้ ในเมื่อผมฟังแล้ว ผมก็พิจารณาว่า กรรมฐานพุทโธก็ดี กรรมฐานหนอก็ดี มันก็บริกรรมภาวนาด้วยกันทั้งนั้นแหละ ว่าบริกรรมภาวนา ก็เพราะเหตุว่าความเป็นของจิตโดยความเป็นจริงมันมีลักษณะอย่างเดียวกัน
            มิใช่แต่เท่านั้น ใครจะบริกรรมภาวนากรรมฐานบทไหน อย่างไร จะเป็น พุทโธ ธัมโม สังโฆ หรือ มรณัง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็แล้วแต่เมื่อสภาวจิตสงบลงสู่ความเป็นสมาธิ หรือเป็นสมาธิแล้วนั้น ย่อมมีลักษณะอย่างเดียวกันหมด คือไม่หนีจากหลักที่ว่า วิตก วิจาร ปีติ นุข เอกัคคตา ซึ่งเป็นองค์ตามตำรับตำราที่ท่านทั้งหลายได้เคยศึกษามาแล้ว เพราะฉะนั้น เราอย่าเอาตำรามาคัดค้านกัน เอาสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามความเป็นจริงมาเปรียบเทียบกัน เราจึงจะลงเอยกันได้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเราเป็นนักเผยแผ่พระศาสนา ถ้าหากนักเผยแผ่พระศาสนามีมติขัดแย้งกัน มั้นก็จะเป็นการทำลายซึ่งกันและกันไปในตัว
            กรรมฐานทั้งพุทโธ และกรรมฐานหนอก็ดี ถ้าหากว่าสภาวะจิตมันสงบวูบลงแล้วก็ไปสว่างโร่นิ่งอยู่อย่างนั้น ไม่ไปหน้ามาหลังมันติดอยู่แต่ความสงบอย่างเดียว มันก็เป็นเพียงแต่สมถกรรมฐานเท่านั้นเอง ทีนี้ บางทีเราอาจจะพิจารณาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา โดยยกเอารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มาพิจารณาน้อมเข้าไปสู่พระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ความไม่เที่ยง ทุกขัง ความเป็นทุกข์ อนัตตา ความไม่มีตัวตน ในขณะที่เรานึกพิจารณาอยู่นั้น บางทีจิตของเราก็อาจจะสงบวูบลงไปนิ่งเป็นอัปปนาสมาธิ แต่โดยอารมณ์แล้วเรากำลังเจริญวิปัสสนากรรมฐาน แต่บางครั้งมันอาจจะกลายเป็นสมถกรรมฐานก็ได้ ไม่ใช่ว่าเราพิจารณาพระไตรลักษณ์แล้วจิตมันจะเป็นวิปัสสนากรรมฐานอยู่เสมอไป บางทีมันได้จังหวะของมันแล้วมันก็จะสงบนิ่งลงไปเป็นสมถะเหมือนกัน
            โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพิจารณาอะไร ๆ ก็ตาม เมื่อเกี่ยวกับธรรมะ ซึ่งเราจะพิจารณาน้อมไปสู่พระไตรลักษณ์นั้น ในขณะที่เราใช้ความน้อมนึกคิดพิจารณาโดยเจตนา หรือจงใจที่จะคิดให้สิ่งนั้นว่าเป็นอนัตตา ในขณะที่เราคิดเราพิจารณาด้วยความนึกคิดธรรมดา ๆ นี้ อันนี้ยังเป็นภาคปฏิบัติ แต่ถ้าสมมติว่าเราพิจารณาสิ่งใดสิ่งหนึ่งว่าอันนี้มันเป็นอนิจจัง เป็นอนิจจังเพราะอะไร เป็นอนิจจังเพราะอย่างนั้น ๆ นี่ในขณะที่เรากำลังดำเนินการปฏิบัติอยู่ที่นี้ ในเมื่อเราดำเนินการปฏิบัติคือพิจารณาอยู่อย่างนี้ พอได้จังหวะ จิตมันจะเกิดสงบนิ่งลงไป มีอาการสลดสังเวชในเรื่องที่เราพิจารณานั้น ทำให้เกิด ปิติ สุข ขึ้นมาชั่วขณะหนึ่ง แล้วจิตก็เข้าไปสู่ความสงบ ไปนิ่งอยู่ชั่วระยะหนึ่ง แล้วจิตก็เข้าไปสู่ความสงบ ไปนิ่งอยู่ชั่วระยะหนึ่ง แล้วจิตก็ถอนออกจากความสงบนิ่งนี้ พร้อม ๆ กันนั้นจิตก็จะตัดสินในสิ่งที่เราพิจารณาอยู่นั้นว่าเป็นอะไร หรือบางทีถ้าหากว่าจิตมีความสงบนิ่งนาน บางทีความรู้เกี่ยวกับเรื่องพระไตรลักษณ์คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็จะปรากฏขึ้นมาให้เรารู้เห็นในขณะนั้น โดยที่จิตก็เป็นจิต รู้อยู่เห็นอยู่ สิ่งที่ให้รู้ว่าเป็นพระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ปรากฏอยู่ มีอยู่ แต่ไม่มีภาษาสมมติบัญญัติใด ๆ เกิดขึ้น ถ้าหากว่าเรามีความนึกคิดว่า อันนี้คือเรา ยังไม่เป็นวิปัสสนากรรมฐาน เป็นเพียงแต่วิปัสสนึก ไม่ใช่ความรู้แจ้งเห็นจริง ความรู้แจ้งเห็นจริงโดยสัจภาวะนั้น จะต้องเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แม้แต่จิตจะสงบก็ยังเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ จิตจะรู้ก็ยังเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ อัตโนมัติของจิตอันนี้เกิดขึ้นจากอะไรเป็นเหตุปัจจัย สิ่งนั้นคือ ศีล สมาธิ ปัญญา ที่ท่านฝึกอบรมให้ดีแล้วนั่นแหละ มันเป็นปัจจัยให้เกิดความรู้เห็นแจ่มแจ้งขึ้นมา
           และอีกนัยหนึ่ง อันนี้ในฐานะที่ท่านทั้งหลายต่อไปก็อาจจะเป็นครูบาอาจารย์ให้การอบรมพระกรรมฐาน ผมจึงใคร่ที่จะนำเอาประสบการณ์ที่เคยได้ยินได้ฟังมา ครั้งหนึ่งมีอุบาสิกาท่านหนึ่งเคยมาเล่าให้ฟังว่า ดิฉันไปปฏิบัติกรรมฐานอยู่ในสำนักอาจารย์องค์หนึ่งท่านสอนให้บริกรรมภาวนาว่า พุทโธ ๆ เพื่อทำจิตให้สะอาด สอนให้ภาวนาพุทโธ ๆ เพื่อทำให้จิตดับ ทีนี้อุบาสิกานั้นก็ปฏิบัติตามคำแนะนำของท่านอาจารย์ นั่งกำหนดจิตบริกรรมภาวนาพุทโธ ๆ ผลสุดท้ายจิตก็สงบเป็นอัปปนาสมาธิ แล้วอุบาสิกานั้นก็ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติอยู่บ่อย ๆ จนกระทั่งมีความชำนาญในการปฏิบัติสมาธิภาวนาพอสมควร หนัก ๆ เข้า เมื่อจิตมันมีความสงบบ่อย ๆ ตามธรรมดาสมถกรรมฐานมันทำให้เกิดอภิญญาคือความรู้ยิ่งเห็นจริงขึ้นมาเป็นบางครั้งบางคราว แต่แล้วเมื่อจิตเกิดเป็นสมาธิบ่อย ๆ เข้า อุบาสิกานั้นก็รู้อย่างโน้นอย่างนี้เข้า ซึ่งมันเป็นอุบายเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม ภายหลังได้เข้าไปกราบเรียนท่านอาจารย์ว่า ทำไมจิตของดิฉันจึงไม่ดับสักที ทีนี้อาจารย์ก็ตอบว่า ก็คุณมัวแต่ไปปรุงอยู่นั่นแหละเมื่อไรมันจะดับสักที นี่อาจารย์ว่าอย่างนี้
            ท่านทั้งหลาย ในฐานะที่เป็นผู้ศึกษามาในระดับชั้นสูง คือผ่านขั้นมหาวิทยาลัยมาแล้ว ท่านลองคิดดูซิว่าจิตคนเรานี้มันมีโอกาสที่จะดับได้ไหม ถ้าหากว่าจิตมันดับแล้ว เราปฏิบัติกันนี้จะเอาอะไรไปบรรลุคุณธรรม ในเมื่อจิตดับแล้วเราก็ตายเท่านั้นเอง แต่ต้องเข้าใจว่ามันไม่ใช่เป็นอย่างนั้น อาการที่จิตดับนี้ ขอเสนอมติความเห็นเพื่อเป็นแนวพิจารณาสำหรับท่านทั้งหลายดังนี้
            โดยปกติคนเรานั้น เรามีกายกับใจหรือในทีนี้ขอสมมติว่าจิตพระอาจารย์องนั้นสอนว่าให้จิตดับ ทำจิตให้ดับ เรามีกายกับจิตโดยปกติมันอาศัยกันติดต่อกับโลกภายนอก โดยทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ ทีนี้เมื่อเรามาบริกรรมภาวนา มีวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา บริกรรมภาวนาไปจนกระทั่งจิตสงบเป็น ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ โดยลำดับ เมื่อจิตเข้าถึงอัปปนาสมาธิแล้ว ตามหลักปริยัติท่านก็ว่า จิตเข้าสู่ความเป็นหนึ่งคือ เอกัคคตา เมื่อจิตประกอบด้วย เอกัคคตา กับอุเบกขา อันนี้ท่านเรียกว่าจิตเป็นอัปปนาสมาธิ จิตในตอนนี้ละเว้น่จากการรู้สึกทางตา ทางหู  ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ มันยังเหลืออยู่แต่ใจที่สงบนิ่ง อยู่ในจุดเดียว จุดนั้นอยู่ไหน ใจอยู่ที่ไหน จุดนั้นก็อยู่ที่นั่น คือ จิตก็อยู่ที่จิตนั้นเอง ไม่ส่งกระแสออกมารับรู้อารมณ์อื่น ๆ ในภายนอก มีแต่จิตดัวเดียวนิ่งอยู่ ตั้งเด่นอยู่ แล้วมีความสว่างไสวอยู่ ไม่ได้รู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ แม้แต่ใครจะมาทำเสียงให้ดังขึ้นสักปานใดในขณะนั้น ผู้ภาวนานั้นจะไม่มีความรู้สึกเกิดขึ้น นี่ตามความเข้าใจของผมเข้าใจว่าดังนี้ คำว่าจิตดับมันหมายถึงว่าดับอย่างนี้ อันนี้เรียกว่าจิตดับในขั้นสมถกรรมฐาน
            ทีนี้จิตดับในขั้นวิปัสสนากรรมฐาน หมายถึงจิตที่รับรู้อารมณ์อยู่ แต่หากไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ เกิดขึ้น ตาเห็นรูปสักแต่ว่าเห็น หูฟังสียงสักแต่ว่าได้ยิน จมูกได้กลิ่นสักแต่ว่าได้กลิ่น ลิ้นลิ้มรสก็สักแต่ว่ารู้รส กายถูกต้องสัมผัสสักแต่ว่าถูกต้องสัมผัส ใจนึกคิดสักแต่ว่านึกคิด แต่มันปราศจากความยินดียินร้าย คือ อิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ จิตดำรงตนเป็นกลางโดยเที่ยงธรรม เรียกว่า มัชฌิมา คือมันไม่มีความยินดียินร้าย อันนี้จิตดับกิเลส แต่ตัวจิตเองไม่ได้ดับ มันยังมีอยู่ สภาวะที่ตั้งจิตผู้รู้ยังมีอยู่ ขอเสนอแนะความคิดเห็นตามที่ได้มีประสบการณ์มา เพื่อเป็นแนวทางพิจารณาของบรรดาท่านทั้งหลาย
            ต่อไปนี้ จะขอแนะวิธีการซึ่งเข้าใจว่าท่านทั้งหลายคงจะมีความเข้าใจพอสมควร เป็นกรรมฐานตามแบบที่ท่านอาจารย์เสาร์ (กนฺตสีโล) ท่านอาจารย์มั่น (ภูริทตฺโต) ได้อบรมสั่งสอนมาแล้ว สามารถมีลูกศิษย์ลูกหาสืบเชื้อสายมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้
            เบื้องต้นท่านจะสอนให้ภาวนาพุทโธ วิธีการภาวนาพุทโธนั้นก่อนอื่น การไหว้พระสวดมนต์และการเจริญพรหมวิหารเป็นสิ่งจำเป็นที่นักปฏิบัติทุกท่านจะพึงกระทำเป็นบุรพกิจก่อน เพราะอันนี้มันเป็นพิธีกรรมสำหรับไหว้ครู พระพุทธเจ้าเป็นครูของเรา เราทำพิธีไหว้ครูเสียก่อน แล้วจึงค่อยเจริญพรหมวิหาร การเจริญพรหมวิหาร มันเป็นอุบายสำหรับประกาศความเป็นมิตรต่อสิ่งเร้นลับซึ่งอาจจะมี เราไม่สามารถที่จะมองเห็นได้ด้วยตา เผื่อจะให้เขาทั้งหลายเหล่านั้นได้ทราบว่าเรามาดีไม่ได้เป็นผู้มาร้าย แล้วเขาจะได้ช่วยรักษาความสงบ ไม่รบกวน ซึ่งเรื่องนี้ในพระสูตรก็มีปรากฏอยู่แล้ว  เช่นอย่างต้นเหตุสวดมนต์เกี่ยวกับกรณียเมตตสูตร เข้าใจว่าท่านทั้งหลายก็คงทราบดี เพราะฉะนั้น ที่ท่านอาจารย์เสาร์ท่านสอนให้ภาวนาพุทโธนั้น ท่านมีเหตุผลอย่างนี้ ท่านว่า พุทโธ แปลว่า ผู้รู้ พุทโธ ผู้ตื่น พุทโธ ผู้เบิกบาน และพุทโธเป็นกิริยาของใจ คนเราทุกคนมีใจเป็นเครื่องรู้ พระพุทธเจ้าก็มีใจเป็นเครื่องรู้ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้ามีใจสามารถรู้ได้ เราเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าก็สามารถรู้ตามได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น พุทโธ จึงเป็นกิริยาของใจ การภาวนาพุทโธๆๆ พุทโธ แปลว่าผู้รู้ ในเมื่อจิตสงบแล้วจิตจะเกิดรู้ขึ้น คือรู้สึกอยู่ภายในจิตอย่างเดียว ในขณะที่จิตรับรู้อารมณ์หลาย ๆ อย่างนั้น มันไม่มีความสงบ จิตมันไม่รู้ แต่มันรู้จักแต่อารมณ์ที่ผ่านเข้ามาเท่านั้น แต่สภาพความเป็นจริงของจิตนั้นมันไม่รู้ แต่ถ้าเรามาบริกรรมภาวนาทางจิตให้สงบลงเป็นเอกัคคตาแล้ว เราจะได้รู้สภาพความเป็นจริงของจิตของเราว่ามันมีสภาพเป็นอย่างไรและเราจะได้รู้ว่าจิตของเรานี้มันหนักไปในทาง ราคจริต หรือ โทสจริต โมหจริต สัทธาจริต พุทธิจริด หรือ วิตักกจริต ตามแต่จริต 6 ประการนั้น เราจะได้ทดสอบดู แล้วจะสามารถรู้สภาพตามความเป็นจริงของจิตของเรา ว่ามีจริตเป็นอย่างไร และเราจะได้หาอุบายสำหรับการอบรมฝึกฝนจิตในโอกาสต่อไป เพราะฉะนั้น การบริกรรมภาวนาพุทโธจึงเป็นการจำเป็น และไม่จำเป็นเฉพาะแต่บริกรรมภาวนาว่าพุทโธ ๆ อย่างเดียว อันอื่น ๆ ก็จำเป็นด้วย แล้วแต่อุปนิสัยของท่านผู้ใดจะชอบใจอย่างใด จะเป็น พุทโธ ธัมโม สังโฆ หรือ ยุบหนอ พองหนอ สัมมาอรหัง อะไรก็แล้วแต่ อันนั้นมันเป็นเพียงบริกรรมภาวนา เป็นเหยื่อสำหรับล่อจิตใจให้อยู่ในสิ่งนั้น เพื่อเป็นอุบายให้จิตสงบเท่านั้น แต่เมื่อจิตสงบเป็นสมาธิแล้ว จิตมันไม่ได้นึกถึงบริกรรมภาวนาอันนั้นหรอก เป็นแต่เพียงมีสภาพจิตที่สงบนิ่งแล้วก็รู้เห็นชัดอยู่
            ในเมื่อเรามาบริกรรมภาวนาอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อเราบริกรรมภาวนาไปได้สักพักหนึ่ง ถ้าหากว่าจิตของเรามันเริ่ม ๆ จะทำมีอาการสงบขึ้นมาในบริกรรมภาวนานั้น บางทีก็จางเลือนลางหายไปหรือบางทีก็ไม่หาย ถ้าหากว่าบริกรรมภาวนานั้นมันจางหายไปโดยจิตไม่นึกบริกรรมภาวนา จิตจะนิ่งอยู่เฉย ๆ อันนั้นท่านให้กำหนดดูความเฉย ๆ ของจิตอยู่อย่างนั้น ไม่ต้องไปนึกไปคิดอะไรทั้งนั้นในขณะนั้น ถ้าหากว่าในความรู้สึกจะมีลมหายใจปรากฏขึ้นมาก็ให้กำหนดรู้ลมหายใจต่อไป โดยไม่ต้องนึกกำหนดบริกรรมภาวนาอีกบางท่านอาจจะเข้าใจผิดว่า ในเมื่อจิตจ่างจากการบริกรรมภาวนาแล้วนี่ เรามันจะง่วงนอนเสียแล้ว หรือมันหลง มันเผลอ ไปเสียแล้ว บางทีอาจจะเข้าใจอย่างนี้ ถ้าหากว่าเรายังนึกบริกรรมภาวนาพุทโธๆๆ ถึงแม้ว่าจิตมันจะสงบอยู่กับพุทโธ พุทโธ มันก็เป็นเพียงสงบชั้นต้น ๆ ถ้าหากมันสงบนิ่งลงไปจริงๆ แม้แต่เพียงแค่เป็นอุปจารสมาธิ คือสมาธิที่เฉียดๆ เข้าไป แค่คำบริกรรมภาวนานั้นมันจะจางหายไป และเมื่อกำหนดมันนิ่งเป็นอัปปนาสมาธิจริง ๆ แล้ว คำบริกรรมภาวนานั้นจะหายไปโดยเด็ดขาด ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย มีแต่ความเป็นหนึ่งของจิตคือเอกัคคตาเท่านั้น จงสังเกตดังนี้
            แต่อีกอย่างหนึ่ง ในเมื่อเราบริกรรมภาวนาอยู่ อาการที่จิตจะสงบนั้นมันมีคล้าย ๆ กับจะง่วงนอน อาการที่จิตจะก้าวเข้าไปสู่ความสงบนั้น คืออาการคล้ายนอนหลับ มันคล้ายนอนหลับจริง ๆ ถ้าหากว่าท่านสังเกตดูเวลาท่านจำวัด จิตของท่านบางทีอาจจะแสดงอาการโงก ๆ หรือบางทีคล้าย ๆ กับตัวมันจะลอยไป แล้วในที่สุดมันก็หลับหลับมิดไปเลยไม่รู้สึกอะไร แต่ว่าอาการที่จิตแสดงความสัมพันธ์เกี่ยวกับการภาวนา ในเมื่อมันแสดงอาการวูบๆ ๆ ลงไปแล้วนิ่งพั่บมันจะเกิดความสว่างขึ้นภายในจิต ถ้าหากมันนิ่งพั่บมันมืด มันก็นอนหลับอย่างธรรมดา มันเป็นได้ทั้ง 2 อย่าง และอาการที่มันจะก้าวลงสู่ความเป็นเช่นนั้น มันมีอาการเหมือน ๆ กับเราจะนอนหลับในวาระแรก ๆ อันนี้สังเกตให้ดี แต่ถ้าหากมันวูบลงไปแล้วนิ่ง มันมืดมิดหลับไปเลย อันนั้นมันเป็นการนอนหลับ ท่านจะนั่งอยู่ตลอดคืนยันรุ่งก็เป็นการนั่งหลับ แต่ถ้าจิตเข้าสมาธิแล้วมันวูบลงไปนิ่งๆ แล้วเกิดสว่างโร่ขึ้น คล้าย ๆ กับว่าเราจะมองขึ้นข้างหน้าหรือเบื้องหลัง อันนั้นจิตเป็นสมาธิ พึงสังเกตดังนี้
            สำหรับการกล่าวธรรมะเกี่ยวกับการปฏิบัติเป็นการเริ่มต้นในวันนี้ ก็เห็นว่าพอสมควรแก่เวลา จึงขอยุติไว้แต่เพียงแค่นี้ 

จากหนังสือ ฐานิยปูชา ฉลองอายุครบรอบ 73 ปี หลวงพ่อพุธ ฐานิโย 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2537


วันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ประโยชน์จากการทำสมาธิ



                                                  
โดย หลวงพ่อพุธ ฐานิโย


                
ความประสงค์ของผู้ทำสมาธิว่าจะทำสมาธิเพื่ออะไร แยกตามกิเลสของคน บางท่านทำสมาธิเพื่อให้เกิดอิทธิฤทธิ์ บางท่านทำสมาธิไม่ต้องการอะไร ขอให้จิตสงบ ให้รู้ความจริงของจิตเมื่อประสบกับอารมณ์อะไรเกิดขึ้น เพื่อจะอ่านจริตของเราให้รู้ว่าเราเป็น ราคะจริต โทสะจริต โมหะจริต วิตกจริต พุทธจริต ศรัทธาจริต อย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อจะดูให้รู้แจ้ง เพื่อจะเป็นพื้นฐานที่เราจะแก้ไขดัดแปลงจิตของเรา เมื่อเรารู้ชัดลงไปแล้ว เรามีกิเลสตัวไหน เป็นจริตประเภทไหน เราจะได้แก้ไขดัดแปลงตัดทอนสิ่งที่เกินแล้ว เพิ่มสิ่งที่หย่อนให้อยู่ในระดับพอดีพองาม เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา

สมาธิอย่างหนึ่ง เราฝึกเพื่อให้มีสติสัมปชัญญะรู้ทันเหตุการณ์นั้นๆ ในขณะปัจจุบัน สมาธิบางอย่าง เราปฏิบัติเพื่อให้เกิดความรู้ความเห็นภายในจิต เช่น รู้เห็นสิ่งมหัศจรรย์ต่างๆ รู้เรื่องอดีต อนาคต รู้อดีตหมายถึงรู้ชาติในอดีตว่าเราเกิดเป็นอะไร รู้อนาคตหมายถึงว่าเมื่อเราตายไปแล้วเราจะไปเป็นอะไร อันนี้เป็นการปฏิบัติเพื่อรู้

วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เคล็ดลับการใช้สมาธิช่วยให้เรียนเก่ง โดย หลวงพ่อพุธ ฐานิโย



       
นักศึกษาซึ่งอยู่ในวัยกำลังศึกษา ถ้าหากตั้งใจปฏิบัติสมาธิพิจารณาธรรมก็ให้ยกเอาวิชาความรู้ที่เราเรียนมา ในชั้นของเรานั่นแหละมาเป็นอารมณ์พิจารณา เราเรียนมาทางวิทยาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ หรือศาสตร์อะไรก็ตาม อย่างวันนี้ไปโรงเรียนมา อาจารย์สอนอะไรมา พอกลับมาถึงที่พัก อาบน้ำ รับประทานอาหาร อ่านหนังสือดูตำรับตำรา

ก่อนนอนไหว้พระ นั่งสมาธิ เวลาเรานั่งสมาธิ ให้พยายามคิดทบทวนความรู้ที่เรียนมาแต่ละวันๆ เพื่อจะให้เรารู้ได้ว่าวันนี้เราจำได้กี่มากน้อย เอาหลักวิชาที่เราเรียนมานั่นแหละ เป็นอารมณ์จิตในการพิจารณา อย่าไปเข้าใจว่าเอาสิ่งนั้นมาพิจารณาแล้ว จิตออกนอกลู่นอกทาง ไม่ใช่อย่างนั้น แม้แต่ว่าเราตั้งใจปฏิบัติสมาธิเอาสิ่งอื่นเป็นอารมณ์ เช่น บริกรรมภาวนา เป็นต้น เมื่อจิตสงบเป็นสมาธิ ตามธรรมชาติแล้ว จิตของเราหนักอยู่ในแง่ไหน ผูกพันอยู่กับเรื่องอะไร มันจะวิ่งไปหาสิ่งนั้น แล้วจะไปคิดปรุงแต่งวิจัยอยู่ในสิ่งนั้นๆ อันนี้หมายถึงสมาธิที่เป็นเองโดยอัตโนมัติ มันจะเป็นเช่นนั้น
เมื่อเป็นเช่นนั้น เราอย่าไปเข้าใจผิดว่าจิตมันฟุ้งซ่านหรือว่าออกนอกลู่นอกทาง เพราะคำว่า สภาวธรรม หมายถึง กายกับใจของเรา สิ่งที่เราสามารถรับรู้ได้ด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ รวมทั้งธุรกิจการงานอันเป็นเรื่องชีวิตประจำวัน การศึกษาวิชาความรู้ที่เราเรียนมานั้นๆ อันนี้เป็นอารมณ์จิตของผู้ปฏิบัติธรรม เป็นสิ่งรู้ของจิต เป็นสิ่งระลึกของสติ

ถ้าเราดำเนินการปฏิบัติดังที่กล่าวนี้ สมาธิกับงานของเราจะมีความสัมพันธ์กัน แล้วเราจะรู้สึกว่าโอกาสที่เราปฏิบิติสมาธิมันจะไม่มีอุปสรรคขัดข้อง เพราะว่าเราเอาทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอารมณ์จิตในการภาวนาได้ เช่นอย่างเวลานักศึกษาจะปฏิบัติสมาธิในห้องเรียน พออาจารย์มายืนที่หน้าห้อง เรามองจ้องไปที่ตัวอาจารย์ ส่งจิตไปรวมไว้ที่ตัวอาจารย์มายืนที่หน้าห้อง เรามองจ้องไปที่ตัวอาจารย์ ส่งจิตไปรวมไว้ที่ตัวอาจารย์ อย่าให้สายตาและจิตไปอื่น จ้องอยู่อย่างนั้นจนกว่าจะจบชั่วโมงที่มีอาจารย์มาสอน

เราจะได้สมาธิในการเรียน ถ้าปฏิบัติต่อเนื่องกันจริงๆ ในเมื่อได้สมาธิอย่างเข้มแข็ง เวลาไปสอบ อ่านคำถามจบ จิตจะว่างลงนิดหนึ่ง คำตอบจะผุดขึ้นมา เราจะเขียนเอา เขียนเอา ไม่ต้องคิดอะไรมาก บางทีเวลาก่อนสอบ จิตของเราจะบอกให้ดูหนังสือเล่มนั้น จากหน้านั้นไปถึงหน้านั้น ข้อสอบจะออกที่ตรงนี้ อันนี้เป็นวิธีการปฏิบัติสมาธิให้สัมพันธ์กับชีวิตประจำวัน ถ้าหากเราพยายามปฏิบัติต่อเนื่องกันทุกชั่วโมงที่มีอาจารย์มาสอน เราจะได้พลังของสมาธิ มีสติสัมปชัญญะเข้มแข็ง ทำให้เราเรียนดีขึ้นๆๆ อันนี้คือผลประโยชน์ที่เราจะพึงได้



.....................................................

คัดลอกมาจาก
ฐานิยปูชา 2542

วันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2554

การปล่อยวาง หลวงพ่อชา สุภัทโท

พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท)

               การที่เราอยู่ร่วมกันรี้จะต้องมีระเบียบ ระเบียบเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับคนหมู่มาก ไม่ใช่จำเป็นเฉพาะบุคคลเท่านั้น อยู่คนเดียวก็ต้องมีระเบียบอย่างพระวินัย พระวินัยสมัยก่อนนี้มีนิดเดียวพระสงฆ์ที่มาบวชในพระพุทธศาสนามีมากขึ้นต่างคนต่างจะทำอำร ก็มีหลายเรื่อง บางคนอยากจะทำอย่างนั้น บางคนอยากจะทำอย่างนี้ ก็มีกันมาเรื่อยๆ เป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าของเราตั้งข้อกติกา คือพระวินัยขึ้นมา เพื่อเป็นข้อปฏิบัติอยู่ไปนานๆ ก็มีตนบางคนก็ทำเรื่องมาอีกหลายอย่าง ดังนั้นพระวินัยจึงไม่มีทางจบสิ้น หลายล้านสิกขาบท แต่ก็ไม่จบ พระวินัยไม่มีทางจบสิ้น แต่ถ้าพูดถึงเรื่องธรรม เรื่องธรรมะนี่มีทางจบ ก็คือ “การปล่อยวาง” เรื่องพระวินัยก็คือเอาเหตุผลกัน ถ้าเอาเหตุผลกันแล้วไม่จบหรอก สมัยหนึ่งอาตมาไปบริหารพระ 3-4 องค์ไปอยู่ในป่า ไฟไม่ค่อยจะมี เพราะอยู่บ้านป่า องค์หนึ่งก็ได้หนังสือธรรมะมาอ่าน อ่านอยู่ที่หน้าพระประธานที่ทำวัตรกัน อ่านอยู่ก็ทิ้งตรงนั้นแล้วก็หนีไป ไฟไม่มี มันก็มืด พระองค์ที่มาทีหลังก็มาเหยียบหนังสือ จับหนังสือขึ้นมาก็โวยวายขึ้นว่า “พระองค์ไหนนี่ไม่มีสติ ทำไมไม่รู้จักที่เก็บหนังสือ” สอบสวนถามไปถึงพระองค์นั้น พระองค์นั้นก็รับปากว่า “ผมเอาหนังสือเล่มนี้ไว้ที่นี่” “ทำไมท่านไม่รู้จักเก็บหนังสือ ผมเดินมา ผมเหยียบหนังสือเล่นนี้” “โอ...อันนั้นเป็นเพราะท่านไม่สำรวมต่างหากเล่า” เห็นไหมมันมีเหตุผลอย่างนั้น จึงเถียงกัน องค์นั้นบอกว่า “เพราะท่านไม่เอาไปไว้ในที่เก็บ ท่านไม่รู้จักเก็บหนังสือ ท่านจึงไว้อย่างนี้” องค์นี้บอกว่า “เป็นเพราะท่านไม่สำรวม ถ้าท่านสำรวมแล้ว คงไม่เดินเหยียบหนังสือเล่มนี้” มีเหตุผลว่าอย่างนั้น มันก็เกิดเรื่องทะเลาะกัน ทะเลาะกันไม่จบด้วยเรื่องเหตุผล เรื่องธรรมะที่แท้จริงนั้น ต้องทิ้งเหตุทิ้งผล คือ ธรรมะมันสูงกว่านั้น ธรรมะที่พระพุทธองค์ท่านตรัสรู้ ระงับกิเลสทั้งหลายได้นั้น มันอยู่นอกเหตุเหนือผลไม่อยู่ในเหตุอยู่เหนือผล ทุกข์มันจึงไม่มีสุขมันจึงไม่มี ธรรมนั้นท่านเรียกว่าระงับ ระงับเหตุระงับผล ถ้าพวกใช้เหตุผลอยู่อย่างนี้ เถียงกันตลอดจนตาย เหมือนพระสององค์นั้น ธรรมที่พระพุทธองค์ท่านตรัสรู้ ต้องอยู่นอกเหตุเหนือผล นอกสุขเหนือทุกข์ นอกเกิดเหนือตาย ธรรมนี้เป็นธรรมที่ระงับ คนเราก็มาสงสัยอยู่นี่แหละ ผู้ชายยิ่งสงสัยมาก ความสงสัยนี่ตัวสำคัญ มีเหตุผลอย่างนั้นอย่างนี้ มันจะตายอยู่แล้ว มันไม่ใช่ธรรมของพระพุทธองค์ ธรรมนั้นเป็นข้อปฏิบัติ เป็นทางเดิน เดินไปเท่านั้น ถ้ามัวคิดว่าเมื่อไปถึงนี้ ฉัน

วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2554

พลังจิต – พลังจักรวาล

                            พระราชสังวรญาณ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
                          แสดงธรรมที่กระทรวงศึกษาธิการ
เมื่อวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๓๙
         บัดนี้  จะได้แสดงพระธรรมเทศนา  พรรณนาศาสนธรรมคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ว่าด้วยพลานุภาพของพระพุทธเจ้า  พระธรรม  และพระสงฆ์  ที่นำเรื่องนี้มาแสดงก็เพราะเหตุว่า  ในปัจจุบันนี้  ชาวพุทธของเรานี่กำลังพากันตื่นพลังใหม่  ซึ่งมีชาวต่างประเทศเขานำมาเผยแพร่  พลังที่เขานำมาเผยแพร่นั้นเรียกว่า  พลังจักรวาล
        ทีนี้อะไรเป็นพลังจักรวาล  ในจักรวาลนี้มีสิ่งที่เป็นวัตถุซึ่งมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน  มีอยู่ ๔ อย่าง  ๔ อย่างนี้  ทางภาษาศาสนาพุทธท่านบัญญัติว่าเป็นธาตุ ๔ ธาตุ ๔ คือ  ธาตุดิน  ธาตุน้ำ  ธาตุลม  ธาตุไฟ  ในจักรวาลนี้มีธาตุ ๔  ดิน น้ำ  ลม  ไฟ  และในกายในใจของเรานี่ก็มีธาตุ ๔  ดิน น้ำ  ลม ไฟ  เราอาศัยกายกับใจของเราเป็นหลัก  แล้วมาปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ  ตามหลักคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า   เราสามารถที่จะสร้างพลังซึ่งเกิดจากส่วนผสมของธาตุ ๔  ดิน น้ำ  ลม ไฟ  ให้เกิดมีพลังมหาศาลขึ้นมาได้  เรียกว่า  พลังพุทธะ  พลังพุทธะนี้ก็หมายถึง  สภาวะจิตของเรามีสมรรถภาพ  มีความเข้มแข็ง  เป็นผู้รู้  ผู้ตื่น  ผู้เบิกบาน  เมื่อท่านผู้ใดสามารถทำจิตของตนเองให้เป็นผู้รู้  ผู้ตื่น  ผู้เบิกบาน  หมายถึง  จิตสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิ  มีปีติ  มีความสุข  มีความเป็นหนึ่ง  ผู้นั้นสามารถสร้างพลังขึ้นภายในจิตในใจของตนเองได้

  การสร้างพลังตามแนวทางของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  เป็นอุบายวิธีสร้างสมรรถภาพทางจิตของตนเองให้มีพลังเหนือพลัง  ที่ว่าจิตของเรามีพลังเหนือพลัง  หมายถึงจิตที่บริสุทธิ์สะอาด  ปราศจากกิเลสอาสวะทั้งหลายทั้งปวง  บรรลุถึงพระนิพพานสำเร็จเป็นพระอรหันต์  สภาพจิตของพระอรหันต์เป็นสภาพจิตที่มีพลังเหนือพลัง  ที่เรียกว่าเหนือพลังก็เพราะเหตุว่าไม่มีพลังแห่งธาตุ ๔  ดิน น้ำ  ลม ไฟ  ใด ๆ สามารถที่จะดึงดูดจิตของพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ให้มาตกอยู่ในอำนาจของสิ่งนั้น ๆ ได้  จึงได้ชื่อว่าจิตของพระอรหันต์
            พระพุทธเจ้าเป็นพลังเหนือพลัง  เพราะฉะนั้น  อุบายวิธีปฏิบัติของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เราศึกษาและปฏิบัติกันอยู่ในปัจจุบันนี้  พระองค์สอนให้เราสร้างจิตของเราเองให้มีพลังพุทธะ  ผู้รู้  ผู้ตื่น  ผู้เบิกบาน  จนกระทั่งจิตของเรามีสภาวะสะอาด  บริสุทธิ์  ปราศจากกิเลสอาสวะทั้งปวง  แล้วจิตของเราจะกลายเป็นจิตที่มีพลังเหนือพลัง
            อุบายวิธีการที่เราจะสร้างจิตของเราให้มีพลังงาน  ต้องมีจุดยืน  คือ  เราจะต้องมีศรัทธา  เชื่อมั่นในคุณของพระพุทธเจ้า  พระธรรม  พระสงฆ์   ปัญหามีว่าคุณของพระพุทธเจ้าตามตำรับตำรา  ได้แก่  บทสวดมนต์ที่เราใช้สวดกันอยู่ทุกวัน  บางท่านอาจจะยังไม่เข้าใจหรือแปลไม่ออก
            “อิติปิ  โส   แม้เพราะเหตุนี้  ภะคะวา  พระผู้มีพระภาคเจ้า   อะระหัง  เป็นพระอรหันต์   ไกลจากกิเลส  ดับเพลิงกิเลสและเพลิงทุกข์สิ้นเชิง  สัมมาสัมพุทโธ  ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง  วิชชาจะระณะสัมปันโน  สมบูรณ์ด้วยวิชชา  และจรณะคือข้อวัตรปฏิบัติที่ถูกต้อง  สุคะโต  เสด็จไปดีแล้ว  โลกะวิทู  เป็นผู้รู้แจ้งโลก  อะนุตตะโร  ปุริสะทัมมะสาระถิ  เป็นผู้ฝึกบุรุษที่ยอดเยี่ยมไม่มีใครอื่นเสียยิ่งไปกว่า   สัตถาเทวะมะนุสสานัง  เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย  พุทโธ  เป็นผู้รู้แล้ว  เป็นผู้เบิกบานแล้ว   เป็นผู้ตื่นแล้ว  ภะคะวา  เป็นผู้จำแนกธรรมะคำสั่งสอนให้เป็นประโยชน์แก่ประชุมชน  อันนี้คือคุณของพระพุทธเจ้าที่เราสวดอิติปิโสเป็นต้นนั้นเอง
            ทีนี้เราจะสร้างจิตของเราให้มีพลังงาน  จะต้องมีความยึดมั่นในพระพุทธเจ้าเป็นหลัก   ทีนี้พระพุทธเจ้านี่อยู่กันที่ตรงไหน  ใคร ๆ เรียนพุทธประวัติแล้วก็ว่า  พระพุทธเจ้าเกิดที่ประเทศอินเดีย  เวลานี้พระองค์ก็ปรินิพพานไปนานแล้ว  เราจะไปยึดเอาพระองค์ที่ไหนเป็นที่พึ่งที่ระลึก  เราเคยกล่าวคำบูชาพระพุทธองค์ว่า  ข้าพเจ้าขอบูชาคุณของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า   แม้ปรินิพพานนานแล้ว  แต่ยังปรากฎอยู่โดยพระคุณ  อาศัยเหตุผลดังกล่าวนี้  คุณความเป็นพุทธะไม่ได้หายสาปสูญไปจากโลก  และเป็นคุณธรรมที่ทุกคนสามารถที่จะสร้างขึ้นให้มีในจิตในใจของตนเองได้   โดยที่เรามายึดมั่นในพระคุณของพระองค์  ดังที่กล่าวแล้ว  อย่างน้อยเราก็มีศรัทธาตั้งมั่นในคุณของพระพุทธองค์อย่างมั่นคง  มีความรักในพระพุทธองค์อย่างมั่นคงมีศรัทธาไม่คลอนแคลน
            ในเมื่อเรามีศรัทธาเชื่อมั่นและตั้งมั่นในสิ่งไหน  จิตที่เชื่อมั่นนั้นย่อมเกิดมีพลัง  พลังที่จะปรากฏเด่นชัดก็คือ  วิริยะ  ความแกล้วกล้าอาจหาญ  กล้าเสียสละกายและใจของตนเอง  เพื่อบูชาข้อวัตรปฏิบัติ  เช่น  การปฏิบัติศีล  สมาธิ  ปัญญา เป็นต้น  เมื่อเรามีวิริยะความพากความเพียร  ความพยายาม  สติที่จะระลึกรู้สิ่งที่ผิดชอบชั่วดีก็ย่อมมีปรากฏขึ้น  เมื่อเป็นเช่นนั้น   จิตใจมั่นคงเพราะอาศัยความมีศรัทธาตั้งมั่น  จิตใจมั่นคงนั้นคือสมาธิ  ทีนี้เมื่อมีสมาธิแล้วก็มีสติ  ปัญญา  เมื่อจิตสงบ  ตั้งมั่น  นิ่ง  สว่าง  รู้  ตื่น  เบิกบาน  อย่างน้อยเราก็รู้  มีปัญญารู้ว่า   จิตแท้  จิตดั้งเดิมของเรานี่มันเป็นอย่างไร  เมื่อจิตสงบ  นิ่ง  ว่าง  สว่าง  รู้  ตื่น  เบิกบาน  ขึ้นมาเมื่อไร  เราสามารถรู้ความจริงของจิตแท้  จิตดั้งเดิมของเราเมื่อนั้น   เราจะมีความรู้สึกว่านี่แหละคือจิตแท้  จิตดั้งเดิมของเรา
            เมื่อจิตสงบ  นิ่ง  สว่าง  รู้  ตื่น  เบิกบาน  นอกจากจะรู้ความจริงของจิตของตนเอง  เราก็ยังจะได้รู้ว่าคุณธรรมที่ทำจิตให้เป็นพุทธะ  ผู้รู้  ผู้ตื่น  ผู้เบิกบาน  ได้บังเกิดขึ้นในจิตของเราแล้ว   เพราะฉะนั้น  ศรัทธา  วิริยะ  สติ  สมาธิ  และปัญญา  ในเมื่อเรามาปฏิบัติให้ถึงพร้อม  จิตสงบ  นิ่ง  มีสติ  รู้ตัวอยู่  มีความมั่นคง  เมื่อจิตมีความมั่นคง  แม้ว่าเราจะเคลื่อนไหวไปมาทางใด   เราก็มีสติสัมปชัญญะรู้พร้อมอยู่ทุกขณะ  การทำ  การพูด  การคิด  เรามีสติรู้ตัวอยู่ทุกขณะ  ความมีสติรู้ตัวนั่นแหละคือธรรมะแท้แห่งพุทธะที่เกิดขึ้นที่จิตของเรา  เราจะต้องสังเกตดูความเป็นไปของจิตของเราอย่างนี้
            ทีนี้ในเมื่อในขณะใดที่เราสามารถทำจิตให้นิ่ง  ว่าง  สว่าง  รู้ตื่น  เบิกบาน  แล้วก็มีปีติ  มีความสุข  จิตของเราได้สัมผัสกับคุณธรรมที่ทำจิตให้เป็นพุทธะ  เมื่อเราสามารถสร้างจิตให้เป็นพุทธะ  ให้บังเกิดขึ้นพร้อมที่จิตของเราแล้ว   ธรรมะก็ปรากฏขึ้น  ธรรมะก็คือคุณธรรม  ได้แก่  สภาวะจิต  รู้  ตื่น  เบิกบาน  นั้นเอง  เมื่อเป็นเช่นนั้น  ธรรมชาติของความเป็นพระสงฆ์ก็ย่อมบังเกิดขึ้นพร้อมกัน  เพราะธรรมชาติของผู้ที่มีสภาพจิตเป็นเช่นนั้น  เขาจะต้องมีความรู้สึกสำนึกเสมอว่า  เราจะต้องละความชั่ว  ประพฤติความดี  ทำจิตของตนเองให้บริสุทธิ์  สะอาด  อันนี้เป็นจุดเริ่มของความมีพุทธะ  เป็นจุดเริ่มของพลังจิต  เป็นจุดเริ่มของพลังจักรวาล
            ในเมื่อท่านผู้ใดปฏิบัติได้อย่างนี้  แม้แต่เพียงเชื่อมั่นในคุณพระพุทธเจ้า  พระธรรม  พระสงฆ์  อย่างมั่นคง  อธิษฐานจิตของตนเองให้แน่วแน่  ขอบารมีของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจงขจัดปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บและอันตรายทั้งหลายทั้งปวงให้ไปปราศจากกาย  วาจา  และจิตของข้าพเจ้าโดยเด็ดขาด  และปลูกความเชื่อมั่นลงในคุณพระพุทธเจ้า  พระธรรม  พระสงฆ์  อย่างมั่นคง  สามารถที่จะรักษาโรคภัยไข้เจ็บของตนเองและคนอื่นให้หายได้  แต่ความจริงการใช้พลังจิตรักษาโรคภัยไข้เจ็บ  ในเมืองไทยเรานี้มีมาแต่เก่าแก่โบราณสมัยที่โรงพยาบาลยังไม่มีในประเทศไทย  เวลาเจ็บไข้ได้ป่วย  หมอชาวบ้านทั้งหลายเขาก็อาศัยอมยาพ่น  ฝนยาทา  ตามประสาจน  ใช้เวทย์มนต์คาถาเสกเป่า  กระดูกแตก  กระดูกหัก  ใช้มนต์เสกน้ำมนต์หรือน้ำ  หรือน้ำมัน  แล้วก็เอามาทา  เป่า  กระดูกมันก็สามารถต่อกันได้  อันนี้คือตัวอย่างที่คนโบราณรักษาโรคด้วยพลังจิต
            แม้ว่าในสมัยปัจจุบันนี้  ครูบาอาจารย์บางท่านเวลาท่านเจ็บป่วย  ท่านไม่ได้คำนึงถึงมดหมอ  หรือคิดจะไปโรงพยาบาล  พอรู้สึกว่าไม่สบาย  ท่านก็เข้าสมาธิ  นั่งสมาธิภาวนาของท่าน  ทำจิตให้สงบ  นิ่ง  สว่าง  รู้  ตื่น  เบิกบาน  บางทีสภาพจิตของท่านมีความรู้สึกสว่าง  รู้ตื่น  เบิกบาน  ร่างกายตัวตนหาย  ในเมื่อร่างกายตัวตนหาย  โรคภัยไข้เจ็บมันก็ไม่มีปรากฏ  เพราะมันไม่มีที่เกิด   โรคภัยไข้เจ็บมันเกิดที่กาย  แต่ที่ใจมันไม่มีโรคอะไรที่จะไปบังเบียดมันได้   นอกจากกิเลสเท่านั้นเอง  ในเมื่อท่านปฏิบัติอย่างนี้ก็สามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้หายได้
            เพราะฉะนั้น  ท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย  จุดเริ่มที่ว่าสามารถสร้างพลังจิตพลังใจของเราให้เกิดมีเพื่อประโยชน์แก่ชีวิตของเราได้  หนึ่ง  เราจะต้องมีศรัทธาตั้งมั่นในคุณพระพุทธเจ้า  พระธรรม  พระสงฆ์  มีความรัก  ตั้งมั่นในคุณพระพุทธเจ้า  พระธรรม  พระสงฆ์  และมีความเชื่อมั่นว่าคุณพระพุทธเจ้า  พระธรรม  พระสงฆ์  คือคุณธรรมที่อยู่ในจิตใจของเรา  เมื่อเราทำสมาธิให้จิตใจสงบ  นิ่ง  สว่าง  รู้  ตื่น  เบิกบาน  ได้เมื่อไร  เมื่อนั้นคุณของพระพุทธเจ้าก็ปรากฏแก่เราได้อย่างชัดเจน  จิตของเราก็เป็นจิต   ในเมื่อจิตของเราเป็นจิตพุทธะ  นิ่ง  สว่าง  รู้  ตื่น  เบิกบาน  ถ้าจิตของเราจะก้าวหน้าไปในทางปฏิบัติ  ทางไปของจิตจะมีอยู่ ๓ ทาง  ขอให้ท่านทั้งหลายพึงสังเกตเอาไว้
            ถ้าหากว่าในช่วงนั้นกระแสจิตส่งออกนอก  จะเกิดมโนภาพได้แก่ภาพนิมิต  ในเมื่อภาพนิมิตปรากฎ  อย่าไปเอะใจ  อย่าตกใจกำหนดสติ  รู้จิตเฉยอยู่เท่านั้น  เพราะนิมิตอันนั้นเป็นจิตของเราสร้างมโนภาพขึ้นมาเท่านั้น  อย่าไปสำคัญมั่นหมายว่ามีสิ่งอื่นมาแสดงตัวให้เรารู้เราเห็น  จิตของเราเองแท้ ๆ เป็นผู้แสดงขึ้นมา  แต่ในช่วงที่เราภาวนาแล้วเกิดนิมิตเกิดมโนภาพขึ้นมา  ถ้าหากมีใครมาชักจูงว่าเมื่อเห็นนิมิตแล้วให้น้อมเข้ามาในจิตในใจของเรา  ให้ผู้วิเศษทั้งหลายเหล่านั้นมาช่วยพลังสมาธิ  สติ  ปัญญาให้แก่กล้า  ถ้าน้อมมโนภาพนั้นเข้ามาถึงตัวได้เมื่อไร    เมื่อนั้นจะกลายเป็นการทรงวิญญาณเพราะเมื่อนิมิตเข้ามาถึงตัวแล้ว  สมาธิที่ปลอดโปร่ง  สบาย  เบา  จะรู้สึกว่าอึดอัด  หนักหน่วงไปทั้งตัว   หัวใจเหมือนถูกบีบ  จิตซึ่งเคยเป็นอิสระจะตกอยู่ในอำนาจของสิ่งที่เข้ามาแทรกสิง   ในที่สุดกลายเป็นการทรงวิญญาณ  นี่  ในจุดนี้นักปฏิบัติต้องระมัดระวังให้ดี
            ทีนี้ทางหนึ่ง  ถ้าหากว่าจิตไม่ออกนอก  วิ่งเข้ามาข้างใน  มาสงบ นิ่ง  สว่างอยู่ภายในของร่างกาย  เมื่อจิตสงบ  สว่างในท่ามกลางของร่างกาย  ถ้าหากว่ามีครูบาอาจารย์มาแนะนำ  ว่าให้รวมเอาความสว่างเป็นดวงแก้ว  สร้างดวงกลมให้กลายเป็นพระพุทธรูป  เพ่งให้ใสบริสุทธิ์สะอาด  แล้วจะเห็นดวงธรรมปรากฏเด่นชัดขึ้นมา  ถ้าหากมีใครแนะนำชักจูงให้เป็นไปอย่างนั้น  ก็จะเป็นไปตามคำแนะนำชักจูงนั้น ๆ  แต่ในทางปฏิบัติที่ถูกต้อง  ในเมื่อมีปราฏการณ์เช่นนั้นปรากฏขึ้น  นักปฏิบัติต้องกำหนดรู้  เฉยอยู่เท่านั้น  ไม่ต้องไปนึกปรุงแต่งให้ดวงหรือความสว่างนั้นเป็นอะไร  ถือแต่เพียงว่าสิ่งนั้นเป็นอารมณ์สิ่งรู้ของจิต  สิ่งระลึกของสติเท่านั้น
            แล้วในขณะที่จิตนิ่ง  สว่างอยู่ในท่ามกลางของร่างกาย  ความสว่างของจิตจะพุ่งออกมารอบ ๆ  เราจะรู้สึกว่าเรานั่งอยู่ในท่ามกลางแห่งความสว่าง  แต่ภายในดวงจิตนั้นสามารถมองเห็นอวัยวะต่าง ๆ ภายในทั่วหมด  ในขณะจิตเดียว  เรียกว่ารู้อาการ ๓๒  จนกระทั่งจิตสงบละเอียดยิ่งลงไป  จนถึงขนาดร่างกายตัวตนหาย  ยังเหลือจิตดวงเด่น  นิ่ง  สว่างไสวอยู่เท่านั้น  ถ้าหากว่าจิตจะเดินไปในทางสมถะทางสายฌานสมาบัติ  จิตก็มีจะแต่สงบ  นิ่ง  สว่าง  ละเอียดยิ่งขึ้นไปตามลำดับขั้นของฌานสมาบัติ   แต่ถ้าหากว่าจิตไม่ไปเช่นนั้น  เมื่อร่างกายตัวตนหายไปแล้วจะย้อนกลับมามองร่างกายของตัวเอง  จะปรากฎว่าร่างกายของตัวเองตาย  ขึ้นอืด  เน่าเปื่อยผุพัง  สลายตัวไปไม่มีอะไรเหลือ  เมื่อจิตถอนจากสมาธิ  จะได้ความรู้ขึ้นมาว่า  นี่แหละคือการตาย  ตายแล้วก็ต้องเน่าเปื่อยผุพัง  สลายตัวไป  ไม่มีอะไรเหลืออยู่  เป็นแต่เพียงธาตุ ๔ ดิน น้ำ  ลม  ไฟ  ไหนเล่าสัตว์  บุคคลตัวตนเราเขา  มีที่ไหน   ถ้ามองเห็นความตาย  จิตก็รู้ว่านี่แหละคือความตาย  มองเห็นความเน่าเปื่อยผุพัง  นี่แหละอสุภกรรมฐานมองเห็นร่างกายสลายตัวไปเป็นธาตุ ๔ ดิน น้ำ  ลม  ไฟ  ก็จะรู้ธาตุสมถะ  รู้ว่ากายของเราสักแต่เป็นธาตุ ๔ ดิน  น้ำ  ลม  ไฟ  ไหนเล่าสัตว์บุคคล  ตัวตนเราเขา  มีที่ไหน  อันนั้น  อนัตตานุปัสนาญาณ  ความรู้ว่าร่างกาย  ตัวตน  ไม่มีอัตตาตัวตน  เป็นอนัตตาเท่านั้น  เราจะได้ความรู้ตามลำดับขั้นตอน  อย่างนี้
            ในขณะที่จิตมองดูเห็นว่าร่างกายเน่าเปื่อยผุพัง  สลายตัวไป  ความรู้ความเห็นอันนั้นเป็นสมาธิขั้นสมถกรรมฐาน  แต่เมื่อจิตถอนออกมาแล้ว  สิ่งรู้เห็นทั้งหลายหายไป   จิตมาสัมพันธ์กับร่างกายเมื่อไรเกิดความรู้  เป็นภาษาอธิบายซ้ำเติมสิ่งที่รู้นั้นอีกทีหนึ่ง  ตอนนี้เรียกว่า  เจริญวิปัสสนา  เพราะฉะนั้น  ในคำที่บางท่านกล่าวว่า  ถ้าไม่มีสมาธิก็ไม่มีญาณ  ไม่มีญาณก็ไม่มีวิปัสสนาคือปัญญา  ไม่มีวิปัสสนาปัญญา  ก็ไม่มีความรู้แจ้งเห็นจริง   เมื่อไม่มีความรู้แจ้งเห็นจริง  ก็ไม่มีวิมุติความหลุดพ้น  ท่านผู้กล่าวอย่างนี้กล่าวถูก  แต่ท่านผู้ที่กล่าวว่าสมาธิขั้นสมถะไม่เกิดภูมิรู้อะไรนั้น  เป็นการกล่าวผิด  เราจะบอกตรง ๆ ว่าท่านเหล่านั้นภาวนาไม่ถึงขั้น  อันนี้ขอฝากท่านนักปฏิบัติผู้สนใจทั้งหลาย  ลอง ๆ จดจำเอาไว้พิจารณา  ตามที่อาตมากล่าวมานี้  อย่าเพิ่งเชื่อ  ให้รับฟังเอาไว้ก่อน   สิ่งใดที่เรายังไม่รู้ไม่เห็น  ยังปฏิบัติไม่ถึง  ให้รับฟังเอาไว้ก่อน  อย่ารับรองแล้วก็อย่าปฏิเสธทันทีจนกว่าเราจะพิสูจน์ให้รู้ได้ด้วยตนเอง  อันนี้คือทางไปของจิตเมื่อมีสมาธิตามธรรมชาติแล้ว
            อีกทางหนึ่งจิตไม่ไปอย่างนั้น  เมื่อจิตสงบแล้ว  กระแสจิตไม่ส่งออกนอก  แล้วไม่วิ่งเข้ามาภายในกาย  แต่ไปกำหนดรู้อยู่ที่จิตเพียงอย่างเดียว  ก็จะรู้เห็นอารมณ์ที่เกิดดับกับจิตอยู่ตลอดเวลา  เมื่อผู้ปฏิบัติมีสติสัมปชัญญะกำหนดรู้อยู่ตลอดเวลา   ในเมื่อความรู้มันเกิดขึ้น    ผู้ปฏิบัติมีสติกำหนดรู้เองโดยอัตโนมัติ   เมื่อไปถึงจุด ๆ หนึ่ง  จิตจะหยุดนิ่ง  สว่างไสว  รู้  ตื่นเบิกบาน  สภาวะทั้งหลายที่เป็นอารมณ์จะไปวนรอบจิตอยู่ตลอดเวลา   แต่จิตหาได้หวั่นไหวต่อเหตุการณ์นั้นๆ ไม่  มีแต่ทรงอยู่ในความเที่ยงตรง  รู้  ตื่น  เบิกบาน  เป็นจิตพุทธะแท้  ไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์  ในจุดนี้  ท่านอาจารย์มั่นท่านบัญญัติศัพท์ของท่านเรียกว่า  ฐีติภูตัง  ฐีติคือจิตสงบ  นิ่ง  เด่น  สว่างไสว  ภูตัง  มีสภาวะที่เป็นปรากฏการณ์ให้จิตรู้เห็นเกิดขึ้นแล้วดับไป  เกิดขึ้นแล้วดับไปอยู่ตลอดเวลา  อันนี้ทางหนึ่งที่จิตสมาธิธรรมชาติแล้วจะพึงเป็นไป
            แต่สิ่งที่กล่าวทั้งหลายนี้  ในขณะที่จิตสงบเป็นสมาธิ  นิ่ง  สว่าง  รู้  ตื่น  เบิกบาน  ความรู้สึกที่จะน้อมจิตไปทางใดนั้นย่อมไม่มี  จิตจะออกนอกไปเกิดนิมิต  ก็จะเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ  จะวิ่งเข้ามารู้ภายในกายก็เป็นไปเองโดยอัตโนมัติ  จะไปรู้ที่จิตก็เป็นไปเองโดยอัตโนมัติ   ถ้าหากว่าเราสามารถยังมีสัญญาเจตนา  น้อมจิตให้เป็นไปอย่างไรนั้น  จิตดวงนั้นยังไม่ใช่สมาธิตามธรรมชาติ  เป็นแต่เพียงความสงบที่เราตกแต่งเอาได้เท่านั้น  ถ้าเป็นสมาธิตามธรรมชาติจริง ๆ  สัญญาเจตนาที่จะไปควบคุมบังคับจิตใด ๆ  นั้นย่อมไม่มี  มีแต่ความเป็นเองตามธรรมชาติของสมาธิ
            สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทรงตรัสรู้เรื่องอดีตคือ ปุพเพนิวาสนุสติญาณ   รู้เรื่องปัจจุบันคือควรประพฤติอย่างไรจึงจะได้ถึงคุณงามความดี  รู้อนาคต  ผู้ทำดี  ทำชั่วแล้ว  เมื่อตายแล้ว  วิถีชีวิตของเขาจะเป็นไปอย่างไร  จึงได้ชื่อว่า  รู้อดีต  รู้ปัจจุบัน  รู้อนาคต
            ท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย  ความแตกต่างของลัทธิศาสนามีเฉพาะในภพภูมิของมนุษย์เท่านั้น  ในเมื่อมนุษย์ทั้งหลายและสัตว์ทั้งหลายตายไปแล้ว  ไปเกิดเป็นวิญญาณในโลกอื่น   มีแต่กฎของกรรมอย่างเดียวเท่านั้นเป็นศาสนา   ท่านผู้ใดได้รับการเสี้ยมสอนมาว่า  ฆ่าสัตว์ไม่บาป  เพราะสัตว์เกิดมาเป็นอาหารของมนุษย์  อันนี้ก็เป็นเพียงความเข้าใจของศาสดาของเขา  มันไม่ใช่กฎธรรมชาติของกรรม  แต่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานี่  พระองค์ตรัสรู้เรื่องอดีตเป็นเรื่องสำคัญ   พระองค์ระลึกชาติได้  พระองค์ไปเกิดแต่ละภพแต่ละชาตินั้น  เพราะกรรมอะไร  พระองค์รู้ละเอียดหมด  ในเมื่อพระองค์รู้แล้ว  จึงนำมาสอนพวกเราทั้งหลาย   เพราะฉะนั้น  ความแตกต่างของศาสนามีเฉพาะในภพภูมิของมนุษย์  แต่เมื่อมนุษย์ทั้งหลายตายไปแล้ว  มีแต่กฎของกรรมเท่านั้นเป็นศาสนา  ผู้ที่ถูกเสี้ยมสอนว่า  ฆ่าสัตว์ไม่บาป  เพราะสัตว์เกิดมาเป็นอาหารของมนุษย์   แต่เมื่อเขาตายปุ๊บลงไป  เขาได้รับผลของกรรมเกิดจากการฆ่าสัตว์   เขาจะได้ความรู้สึกขึ้นมาทันทีว่า  อ้อ ! พระสมณโคดมสอนถูกต้อง  ศาสดาเราสอนผิด  อันนี้เป็นเรื่องกฎของกรรม
            วันนี้ขอบรรยายธรรมะพอเป็นเครื่องประดับสติปัญญาของท่านผู้ฟังพอสมควรแก่กาลเวลา  ในท้ายที่สุดนี้  ขอบารมีสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจงดลบันดาลให้ท่านทั้งหลายมีจิตใจสงบตั้งมั่นยึดมั่นในคุณพระพุทธเจ้า  พระธรรม  พระสงฆ์  เป็นจุดยืนตลอดไปแล้วก็ยึดมั่นในข้อวัตรปฏิบัติที่พระองค์สอนให้เราบำเพ็ญศีล  สมาธิ  ปัญญา  เป็นอุบายสร้างความรัก  ความเมตตาในสังคมของมนุษย์  เมื่อเรามีความรัก  ความเมตตาปราณีต่อกัน  เราจะได้ผนึกกำลังกันช่วยกันสร้างสรรค์ประเทศชาติศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองตลอดไป
----------------------