โดย พระราชสังวรญาณ (พุธ ฐานิโย)
ท่านพระนักศึกษา และนักเรียนฝึกหัดครูทุกท่าน
ผมรู้สึกมีความยินดีที่ได้มาร่วมเป็นสหธรรมิกกับท่านทั้งหลายในสถานที่นี้ ความจริงเราก็เป็นสหธรรมิกกันมานานแล้ว และบางท่านก็ได้เคยพบหน้าค่าตากัน บางท่านก็ยังไม่ได้พบกัน ในเมื่อได้มาพบกันเข้าเช่นนี้ก็รู้สึกว่ามีความปลาบปลื้มยินดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมาของบรรดาท่านทั้งหลายมีความมุ่งหวังที่จะฝึกอบรมพระกรรมฐานหาวิธีเจริญภาวนา เพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์มากความจริงผมตั้งใจจะมาตั้งแต่วันที่ 14 (เมษายน) แต่บังเอิญไปธุระที่อุบลราชธานี ขากลับมาก่อนจะถึงนครราชสีมายังเหลืออยู่เพียง 13 กิโลเมตรเท่านั้น มันบังเอิญเกิดอุปัทวเหตุรถคว่ำลงไป 3 พลิก แต่เดชะบุญบารมีของบรรดาท่านทั้งหลายตามไปคุ้มครอง จึงไม่มีใครเป็นอะไร ตัวเองก็เพียงแต่ว่าช้ำบวมไปนิดหน่อย แต่ว่ารถยนต์พังเสียหายยับเยิน ก็นับว่าเป็นบุญที่ได้มีชีวิตรอดมา ได้มีโอกาสมาร่วมสุขร่วมทุกข์กับบรรดาท่านทั้งหลายอีกวาระหนึ่ง
ผมจะไม่ขอกล่าวอะไรให้ยืดเยื้อ เพราะเป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าท่านมาศึกษาอบรมพระกรรมฐาน แต่ความจริงท่านทั้งหลายก็ได้ศึกษาอบรมมามากต่อมากแล้ว หลักการและวิธีการเกี่ยวกับการอบรมพระกรรมฐานนั้นเข้าใจว่าท่านทั้งหลายคงทราบดีอยู่แล้ว จึงไม่ขอนำมากล่าว จะกล่าวเฉพาะหลักการอบรมพระกรรมฐาน หรือขั้นแห่งการอบรมพระกรรมฐาน ตามลำดับที่โบราณจารย์ท่านแบ่งไว้เป็น 2 ขั้น คือ
1) สมถกรรมฐาน - กรรมฐานเป็นอุบายสงบใน
2) วิปัสสนากรรมฐาน - กรรมฐานเป็นอุบายเรืองปัญญา
อันนี้ ท่านทั้งหลายก็ทราบอยู่แล้ว วันนี้จะกล่าวเฉพาะแต่เรื่องสมถกรรมฐานอย่างเดียว เราอบรมกรรมฐานเพื่อมุ่งให้จิตสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิ ประโยชน์ก็เพื่อกำจัด นิวรณธรรม 5 ประการ อันเป็นอุปสรรคของการบำเพ็ญกรรมฐาน นิวรณ์ 5 ประการมีอะไรบ้างท่านทั้งหลายก็ทราบกันอยู่แล้ว ผมจะไม่ขอกล่าว จะกล่าวแต่เพียงว่านิวรณ์ 5 ประการนั้นเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติพระกรรมฐาน เพราะนิวรณ์ทั้งห้านั้น มันเป็นกิเลสชนิดหนึ่งซึ่งคอยตัดทอน หรือกางกั้นคุณงามความดีไม่ให้เกิดขึ้นแก่ผู้ที่อบรมพระกรรมฐาน เช่น กามฉันทะ ความกำหนัดยินดีในกาม ในเมื่อมันเกิดขึ้นกลุ้มรุมจิตใจของนักปฏิบัติแล้ว จะทำให้รู้สึกดิ้นรนกระวนกระวาย ทำให้จิตฟุ้งซ่าน ไม่เป็นอันที่จะบริกรรมภาวนา และนิวรณ์ข้ออื่น ๆ ก็เช่นเดียวกัน ล้วนแต่เป็นอุปสรรคของการบำเพ็ญเพียรภาวนาทั้งนั้น เพราะฉะนั้น เราจึงจำเป็นที่จะต้องบำเพ็ญสมถกรรมฐาน เพื่อทำให้จิตสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิ เพราะอำนาจของสมาธิขั้นสมถกรรมฐานนั้น มีแรงผลักดันนิวรณ์ทั้ง 5 ประการนี้ให้หลุดพ้นไปจากจิตชั่วขณะหนึ่ง อันจะเป็นโอกาสให้เราได้ตั้งหน้าตั้งตากำหนดจิตบริกรรมภาวนา เพื่อความสงบตั้งมั่นของจิต จนกระทั่งบรรลุถึงสมาธิขั้นต้น ขั้นกลาง และขั้นปลาย คือ อัปปนาสมาธิ
ทีนี้ อุบายของสมถกรรมฐานนั้น ตามตำรับตำราท่านก็กล่าวไว้มากมายถึง 40 ประการ กรรมฐานทั้ง 40 ประการนั้น เป็นอุบายหรือเป็นเหยื่อล่อใจให้อยู่ในสิ่ง ๆ หนึ่ง จะเป็นอะไรก็ตามซึ่งเป็นคำพูดเกี่ยวกับธรรมะ เช่น พุทโธ เป็นต้น โดยปกตินั้น เราทุกคนนับตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน เราอาจจะไม่ได้ควบคุมความนึกคิดหรืออารมณ์ของเรา เรามักจะปล่อยจิตใจให้เป็นไปตามอำเภอใจ คือปราศจากความควบคุม ถึงจะมีการควบคุมเป็นบางครั้งบางขณะ แต่เราก็ปล่อยจิตของเราให้เป็นไปในอารมณ์หลายเรื่องหลายอย่าง ซึ่งเหลือที่จะประมาณ อุบายการบำเพ็ญสมถกรรมฐาน จึงเป็นอุบายที่จะตะล่อมจิตซึ่งส่ายแส่อยู่กับเรื่องราวต่าง ๆ ให้ไปรวมจุดอยู่ในสิ่ง ๆ เดียวซึ่งเป็นคำบริกรรมภาวนา และกรรมฐานที่เนื่องด้วยบริกรรมภาวนานั้น ท่านเรียกว่า สมถกรรมฐาน
ทีนี้ ในสมัยปัจจุบัน สำนักปฏิบัติพระกรรมฐานมีมากหลายและท่านอาจารย์ผู้ให้การอบรมกรรมฐานต่างก็ให้การอบรมไปตามความรู้ความเข้าใจของตน บางทีลัทธิการปฏิบัติพระกรรมฐานก็เกิดขัดกันขึ้นในตัว ผมต้องขออภัยท่านทั้งหลายที่จะนำเรื่องนี้มากล่าวเท่าที่ได้สังเกตกันมาตั้งแต่ต้นจนกระทั่งปัจจุบันนี้ เนื่องจากลัทธิปฏิบัติอบรมพระกรรมฐานมีหลายอย่าง และต่างองค์ก็ต่างได้รับการอบรมมาต่างสำนัก ต่างครู ต่างอาจารย์ มติและความเข้าใจในเรื่องกรรมฐานจึงมีความแตกต่างกัน อันนั้นเราอาจจะไปยึดหลักในคัมภีร์หรือตำรับตำรามากเกินไป แต่ถ้าหากเราจะเอาปรากฏการณ์หรือผลซึ่งเกิดขึ้นจากการอบรมนั้นมาเปรียบเทียบกัน ย่อมจะลงสู่จุดเดียวกัน ที่ว่าลงสู่จุดเดียวกันนั้น เรามีวิถีทางดำเนินจิตตั้งแต่เบื้องต้นจนกระทั่งวาระสุดท้ายที่จิตสงบเป็นสมาธิ
เราเริ่มต้นด้วย วิตก คือ นึกถึงอารมณ์ที่จะบริกรรมภาวนา วิจาร ความที่จิตจดจ่อต่ออารมณ์บริกรรมภาวนานั้นจนกระทั่งจิตมีความซาบซึ้งถึงสิ่งที่บริกรรมภาวนา แล้วก็เกิด ปีติ ในเมื่อเกิดปีติความ สุข อันเป็นผลพลอยได้ก็ย่อมตามหลังมา เมื่อปีติกับสุขอันเป็นอาหารของใจเกิด ใจก็มีความสุข ความสงบ เบากาย เบาใจ และความฟุ้งซ่านวุ่นวายภายในจิตในใจก็หายไป จิตก็มุ่งต่อความสงบเป็นระยะไปตามขั้น จนกระทั่งปีติและสุขรวมลงสู่ความเป็นหนึ่งเรียกว่า เอกัคคตา
สภาวะจิตของผู้บำเพ็ญสมถะนั้น ในเมื่อเราเอาผลที่เกิดขึ้นภายในจิตมาเปรียบเทียบกันแล้ว เราจะไม่มีอะไรที่จะขัดแย้งกัน บางทีอาจารย์บางท่านอาจจะยังไม่เข้าใจในความเป็นของจิตโดยธรรมชาติ ซึ่งเกิดขึ้นจากการภาวนา แต่อาศัยเพียงแต่ตำรับตำราเท่านั้นแล้วก็อบรมสั่งสอนกันไป ซี่งตัวเองอาจจะยังไม่เคยผ่าน เคยพบความที่จิตเป็นสมาธิไปจนกระทั่งถึงขั้นอัปปนา
ขอยกตัวอย่างซึ่งเคยได้พบสนทนากันกับพระครูพิบูลย์สมาธิวัตร ซึ่งท่านอยู่ที่อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ท่านเคยเล่าให้ฟังว่า เมื่อท่านออกปฏิบัติกรรมฐานในคราวแรกนั้นไปศึกษาอยู่ในสำนักของท่านอาจารย์เสาร์ (กนฺตสีโล) ท่านอาจารย์เสาร์ก็สอนให้ภาวนาบริกรรมว่า พุทโธ ภายหลังจากได้ทำความพยายามอย่างเต็มที่แล้วจิตก็สงบวูบลงแล้วก็เกิดสว่างโร่ขึ้น ทีนี้ภายหลังท่านไปฝึกหัดในสายกรรมฐานหนอ คือยุบหนอ พองหนอ ท่านก็บอกว่าในเมื่อไปกำหนดจิตนึกยุบหนอ พองหนอ ๆ จิตก็สงบวูบแล้วก็เกิดสว่างโร่ขึ้น ท่านว่าอย่างนี้ ในเมื่อผมฟังแล้ว ผมก็พิจารณาว่า กรรมฐานพุทโธก็ดี กรรมฐานหนอก็ดี มันก็บริกรรมภาวนาด้วยกันทั้งนั้นแหละ ว่าบริกรรมภาวนา ก็เพราะเหตุว่าความเป็นของจิตโดยความเป็นจริงมันมีลักษณะอย่างเดียวกัน
มิใช่แต่เท่านั้น ใครจะบริกรรมภาวนากรรมฐานบทไหน อย่างไร จะเป็น พุทโธ ธัมโม สังโฆ หรือ มรณัง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็แล้วแต่เมื่อสภาวจิตสงบลงสู่ความเป็นสมาธิ หรือเป็นสมาธิแล้วนั้น ย่อมมีลักษณะอย่างเดียวกันหมด คือไม่หนีจากหลักที่ว่า วิตก วิจาร ปีติ นุข เอกัคคตา ซึ่งเป็นองค์ตามตำรับตำราที่ท่านทั้งหลายได้เคยศึกษามาแล้ว เพราะฉะนั้น เราอย่าเอาตำรามาคัดค้านกัน เอาสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามความเป็นจริงมาเปรียบเทียบกัน เราจึงจะลงเอยกันได้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเราเป็นนักเผยแผ่พระศาสนา ถ้าหากนักเผยแผ่พระศาสนามีมติขัดแย้งกัน มั้นก็จะเป็นการทำลายซึ่งกันและกันไปในตัว
กรรมฐานทั้งพุทโธ และกรรมฐานหนอก็ดี ถ้าหากว่าสภาวะจิตมันสงบวูบลงแล้วก็ไปสว่างโร่นิ่งอยู่อย่างนั้น ไม่ไปหน้ามาหลังมันติดอยู่แต่ความสงบอย่างเดียว มันก็เป็นเพียงแต่สมถกรรมฐานเท่านั้นเอง ทีนี้ บางทีเราอาจจะพิจารณาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา โดยยกเอารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มาพิจารณาน้อมเข้าไปสู่พระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ความไม่เที่ยง ทุกขัง ความเป็นทุกข์ อนัตตา ความไม่มีตัวตน ในขณะที่เรานึกพิจารณาอยู่นั้น บางทีจิตของเราก็อาจจะสงบวูบลงไปนิ่งเป็นอัปปนาสมาธิ แต่โดยอารมณ์แล้วเรากำลังเจริญวิปัสสนากรรมฐาน แต่บางครั้งมันอาจจะกลายเป็นสมถกรรมฐานก็ได้ ไม่ใช่ว่าเราพิจารณาพระไตรลักษณ์แล้วจิตมันจะเป็นวิปัสสนากรรมฐานอยู่เสมอไป บางทีมันได้จังหวะของมันแล้วมันก็จะสงบนิ่งลงไปเป็นสมถะเหมือนกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพิจารณาอะไร ๆ ก็ตาม เมื่อเกี่ยวกับธรรมะ ซึ่งเราจะพิจารณาน้อมไปสู่พระไตรลักษณ์นั้น ในขณะที่เราใช้ความน้อมนึกคิดพิจารณาโดยเจตนา หรือจงใจที่จะคิดให้สิ่งนั้นว่าเป็นอนัตตา ในขณะที่เราคิดเราพิจารณาด้วยความนึกคิดธรรมดา ๆ นี้ อันนี้ยังเป็นภาคปฏิบัติ แต่ถ้าสมมติว่าเราพิจารณาสิ่งใดสิ่งหนึ่งว่าอันนี้มันเป็นอนิจจัง เป็นอนิจจังเพราะอะไร เป็นอนิจจังเพราะอย่างนั้น ๆ นี่ในขณะที่เรากำลังดำเนินการปฏิบัติอยู่ที่นี้ ในเมื่อเราดำเนินการปฏิบัติคือพิจารณาอยู่อย่างนี้ พอได้จังหวะ จิตมันจะเกิดสงบนิ่งลงไป มีอาการสลดสังเวชในเรื่องที่เราพิจารณานั้น ทำให้เกิด ปิติ สุข ขึ้นมาชั่วขณะหนึ่ง แล้วจิตก็เข้าไปสู่ความสงบ ไปนิ่งอยู่ชั่วระยะหนึ่ง แล้วจิตก็เข้าไปสู่ความสงบ ไปนิ่งอยู่ชั่วระยะหนึ่ง แล้วจิตก็ถอนออกจากความสงบนิ่งนี้ พร้อม ๆ กันนั้นจิตก็จะตัดสินในสิ่งที่เราพิจารณาอยู่นั้นว่าเป็นอะไร หรือบางทีถ้าหากว่าจิตมีความสงบนิ่งนาน บางทีความรู้เกี่ยวกับเรื่องพระไตรลักษณ์คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็จะปรากฏขึ้นมาให้เรารู้เห็นในขณะนั้น โดยที่จิตก็เป็นจิต รู้อยู่เห็นอยู่ สิ่งที่ให้รู้ว่าเป็นพระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ปรากฏอยู่ มีอยู่ แต่ไม่มีภาษาสมมติบัญญัติใด ๆ เกิดขึ้น ถ้าหากว่าเรามีความนึกคิดว่า อันนี้คือเรา ยังไม่เป็นวิปัสสนากรรมฐาน เป็นเพียงแต่วิปัสสนึก ไม่ใช่ความรู้แจ้งเห็นจริง ความรู้แจ้งเห็นจริงโดยสัจภาวะนั้น จะต้องเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แม้แต่จิตจะสงบก็ยังเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ จิตจะรู้ก็ยังเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ อัตโนมัติของจิตอันนี้เกิดขึ้นจากอะไรเป็นเหตุปัจจัย สิ่งนั้นคือ ศีล สมาธิ ปัญญา ที่ท่านฝึกอบรมให้ดีแล้วนั่นแหละ มันเป็นปัจจัยให้เกิดความรู้เห็นแจ่มแจ้งขึ้นมา
และอีกนัยหนึ่ง อันนี้ในฐานะที่ท่านทั้งหลายต่อไปก็อาจจะเป็นครูบาอาจารย์ให้การอบรมพระกรรมฐาน ผมจึงใคร่ที่จะนำเอาประสบการณ์ที่เคยได้ยินได้ฟังมา ครั้งหนึ่งมีอุบาสิกาท่านหนึ่งเคยมาเล่าให้ฟังว่า ดิฉันไปปฏิบัติกรรมฐานอยู่ในสำนักอาจารย์องค์หนึ่งท่านสอนให้บริกรรมภาวนาว่า พุทโธ ๆ เพื่อทำจิตให้สะอาด สอนให้ภาวนาพุทโธ ๆ เพื่อทำให้จิตดับ ทีนี้อุบาสิกานั้นก็ปฏิบัติตามคำแนะนำของท่านอาจารย์ นั่งกำหนดจิตบริกรรมภาวนาพุทโธ ๆ ผลสุดท้ายจิตก็สงบเป็นอัปปนาสมาธิ แล้วอุบาสิกานั้นก็ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติอยู่บ่อย ๆ จนกระทั่งมีความชำนาญในการปฏิบัติสมาธิภาวนาพอสมควร หนัก ๆ เข้า เมื่อจิตมันมีความสงบบ่อย ๆ ตามธรรมดาสมถกรรมฐานมันทำให้เกิดอภิญญาคือความรู้ยิ่งเห็นจริงขึ้นมาเป็นบางครั้งบางคราว แต่แล้วเมื่อจิตเกิดเป็นสมาธิบ่อย ๆ เข้า อุบาสิกานั้นก็รู้อย่างโน้นอย่างนี้เข้า ซึ่งมันเป็นอุบายเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม ภายหลังได้เข้าไปกราบเรียนท่านอาจารย์ว่า ทำไมจิตของดิฉันจึงไม่ดับสักที ทีนี้อาจารย์ก็ตอบว่า ก็คุณมัวแต่ไปปรุงอยู่นั่นแหละเมื่อไรมันจะดับสักที นี่อาจารย์ว่าอย่างนี้
ท่านทั้งหลาย ในฐานะที่เป็นผู้ศึกษามาในระดับชั้นสูง คือผ่านขั้นมหาวิทยาลัยมาแล้ว ท่านลองคิดดูซิว่าจิตคนเรานี้มันมีโอกาสที่จะดับได้ไหม ถ้าหากว่าจิตมันดับแล้ว เราปฏิบัติกันนี้จะเอาอะไรไปบรรลุคุณธรรม ในเมื่อจิตดับแล้วเราก็ตายเท่านั้นเอง แต่ต้องเข้าใจว่ามันไม่ใช่เป็นอย่างนั้น อาการที่จิตดับนี้ ขอเสนอมติความเห็นเพื่อเป็นแนวพิจารณาสำหรับท่านทั้งหลายดังนี้
โดยปกติคนเรานั้น เรามีกายกับใจหรือในทีนี้ขอสมมติว่าจิตพระอาจารย์องนั้นสอนว่าให้จิตดับ ทำจิตให้ดับ เรามีกายกับจิตโดยปกติมันอาศัยกันติดต่อกับโลกภายนอก โดยทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ ทีนี้เมื่อเรามาบริกรรมภาวนา มีวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา บริกรรมภาวนาไปจนกระทั่งจิตสงบเป็น ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ โดยลำดับ เมื่อจิตเข้าถึงอัปปนาสมาธิแล้ว ตามหลักปริยัติท่านก็ว่า จิตเข้าสู่ความเป็นหนึ่งคือ เอกัคคตา เมื่อจิตประกอบด้วย เอกัคคตา กับอุเบกขา อันนี้ท่านเรียกว่าจิตเป็นอัปปนาสมาธิ จิตในตอนนี้ละเว้น่จากการรู้สึกทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ มันยังเหลืออยู่แต่ใจที่สงบนิ่ง อยู่ในจุดเดียว จุดนั้นอยู่ไหน ใจอยู่ที่ไหน จุดนั้นก็อยู่ที่นั่น คือ จิตก็อยู่ที่จิตนั้นเอง ไม่ส่งกระแสออกมารับรู้อารมณ์อื่น ๆ ในภายนอก มีแต่จิตดัวเดียวนิ่งอยู่ ตั้งเด่นอยู่ แล้วมีความสว่างไสวอยู่ ไม่ได้รู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ แม้แต่ใครจะมาทำเสียงให้ดังขึ้นสักปานใดในขณะนั้น ผู้ภาวนานั้นจะไม่มีความรู้สึกเกิดขึ้น นี่ตามความเข้าใจของผมเข้าใจว่าดังนี้ คำว่าจิตดับมันหมายถึงว่าดับอย่างนี้ อันนี้เรียกว่าจิตดับในขั้นสมถกรรมฐาน
ทีนี้จิตดับในขั้นวิปัสสนากรรมฐาน หมายถึงจิตที่รับรู้อารมณ์อยู่ แต่หากไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ เกิดขึ้น ตาเห็นรูปสักแต่ว่าเห็น หูฟังสียงสักแต่ว่าได้ยิน จมูกได้กลิ่นสักแต่ว่าได้กลิ่น ลิ้นลิ้มรสก็สักแต่ว่ารู้รส กายถูกต้องสัมผัสสักแต่ว่าถูกต้องสัมผัส ใจนึกคิดสักแต่ว่านึกคิด แต่มันปราศจากความยินดียินร้าย คือ อิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ จิตดำรงตนเป็นกลางโดยเที่ยงธรรม เรียกว่า มัชฌิมา คือมันไม่มีความยินดียินร้าย อันนี้จิตดับกิเลส แต่ตัวจิตเองไม่ได้ดับ มันยังมีอยู่ สภาวะที่ตั้งจิตผู้รู้ยังมีอยู่ ขอเสนอแนะความคิดเห็นตามที่ได้มีประสบการณ์มา เพื่อเป็นแนวทางพิจารณาของบรรดาท่านทั้งหลาย
ต่อไปนี้ จะขอแนะวิธีการซึ่งเข้าใจว่าท่านทั้งหลายคงจะมีความเข้าใจพอสมควร เป็นกรรมฐานตามแบบที่ท่านอาจารย์เสาร์ (กนฺตสีโล) ท่านอาจารย์มั่น (ภูริทตฺโต) ได้อบรมสั่งสอนมาแล้ว สามารถมีลูกศิษย์ลูกหาสืบเชื้อสายมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้
เบื้องต้นท่านจะสอนให้ภาวนาพุทโธ วิธีการภาวนาพุทโธนั้นก่อนอื่น การไหว้พระสวดมนต์และการเจริญพรหมวิหารเป็นสิ่งจำเป็นที่นักปฏิบัติทุกท่านจะพึงกระทำเป็นบุรพกิจก่อน เพราะอันนี้มันเป็นพิธีกรรมสำหรับไหว้ครู พระพุทธเจ้าเป็นครูของเรา เราทำพิธีไหว้ครูเสียก่อน แล้วจึงค่อยเจริญพรหมวิหาร การเจริญพรหมวิหาร มันเป็นอุบายสำหรับประกาศความเป็นมิตรต่อสิ่งเร้นลับซึ่งอาจจะมี เราไม่สามารถที่จะมองเห็นได้ด้วยตา เผื่อจะให้เขาทั้งหลายเหล่านั้นได้ทราบว่าเรามาดีไม่ได้เป็นผู้มาร้าย แล้วเขาจะได้ช่วยรักษาความสงบ ไม่รบกวน ซึ่งเรื่องนี้ในพระสูตรก็มีปรากฏอยู่แล้ว เช่นอย่างต้นเหตุสวดมนต์เกี่ยวกับกรณียเมตตสูตร เข้าใจว่าท่านทั้งหลายก็คงทราบดี เพราะฉะนั้น ที่ท่านอาจารย์เสาร์ท่านสอนให้ภาวนาพุทโธนั้น ท่านมีเหตุผลอย่างนี้ ท่านว่า พุทโธ แปลว่า ผู้รู้ พุทโธ ผู้ตื่น พุทโธ ผู้เบิกบาน และพุทโธเป็นกิริยาของใจ คนเราทุกคนมีใจเป็นเครื่องรู้ พระพุทธเจ้าก็มีใจเป็นเครื่องรู้ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้ามีใจสามารถรู้ได้ เราเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าก็สามารถรู้ตามได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น พุทโธ จึงเป็นกิริยาของใจ การภาวนาพุทโธๆๆ พุทโธ แปลว่าผู้รู้ ในเมื่อจิตสงบแล้วจิตจะเกิดรู้ขึ้น คือรู้สึกอยู่ภายในจิตอย่างเดียว ในขณะที่จิตรับรู้อารมณ์หลาย ๆ อย่างนั้น มันไม่มีความสงบ จิตมันไม่รู้ แต่มันรู้จักแต่อารมณ์ที่ผ่านเข้ามาเท่านั้น แต่สภาพความเป็นจริงของจิตนั้นมันไม่รู้ แต่ถ้าเรามาบริกรรมภาวนาทางจิตให้สงบลงเป็นเอกัคคตาแล้ว เราจะได้รู้สภาพความเป็นจริงของจิตของเราว่ามันมีสภาพเป็นอย่างไรและเราจะได้รู้ว่าจิตของเรานี้มันหนักไปในทาง ราคจริต หรือ โทสจริต โมหจริต สัทธาจริต พุทธิจริด หรือ วิตักกจริต ตามแต่จริต 6 ประการนั้น เราจะได้ทดสอบดู แล้วจะสามารถรู้สภาพตามความเป็นจริงของจิตของเรา ว่ามีจริตเป็นอย่างไร และเราจะได้หาอุบายสำหรับการอบรมฝึกฝนจิตในโอกาสต่อไป เพราะฉะนั้น การบริกรรมภาวนาพุทโธจึงเป็นการจำเป็น และไม่จำเป็นเฉพาะแต่บริกรรมภาวนาว่าพุทโธ ๆ อย่างเดียว อันอื่น ๆ ก็จำเป็นด้วย แล้วแต่อุปนิสัยของท่านผู้ใดจะชอบใจอย่างใด จะเป็น พุทโธ ธัมโม สังโฆ หรือ ยุบหนอ พองหนอ สัมมาอรหัง อะไรก็แล้วแต่ อันนั้นมันเป็นเพียงบริกรรมภาวนา เป็นเหยื่อสำหรับล่อจิตใจให้อยู่ในสิ่งนั้น เพื่อเป็นอุบายให้จิตสงบเท่านั้น แต่เมื่อจิตสงบเป็นสมาธิแล้ว จิตมันไม่ได้นึกถึงบริกรรมภาวนาอันนั้นหรอก เป็นแต่เพียงมีสภาพจิตที่สงบนิ่งแล้วก็รู้เห็นชัดอยู่
ในเมื่อเรามาบริกรรมภาวนาอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อเราบริกรรมภาวนาไปได้สักพักหนึ่ง ถ้าหากว่าจิตของเรามันเริ่ม ๆ จะทำมีอาการสงบขึ้นมาในบริกรรมภาวนานั้น บางทีก็จางเลือนลางหายไปหรือบางทีก็ไม่หาย ถ้าหากว่าบริกรรมภาวนานั้นมันจางหายไปโดยจิตไม่นึกบริกรรมภาวนา จิตจะนิ่งอยู่เฉย ๆ อันนั้นท่านให้กำหนดดูความเฉย ๆ ของจิตอยู่อย่างนั้น ไม่ต้องไปนึกไปคิดอะไรทั้งนั้นในขณะนั้น ถ้าหากว่าในความรู้สึกจะมีลมหายใจปรากฏขึ้นมาก็ให้กำหนดรู้ลมหายใจต่อไป โดยไม่ต้องนึกกำหนดบริกรรมภาวนาอีกบางท่านอาจจะเข้าใจผิดว่า ในเมื่อจิตจ่างจากการบริกรรมภาวนาแล้วนี่ เรามันจะง่วงนอนเสียแล้ว หรือมันหลง มันเผลอ ไปเสียแล้ว บางทีอาจจะเข้าใจอย่างนี้ ถ้าหากว่าเรายังนึกบริกรรมภาวนาพุทโธๆๆ ถึงแม้ว่าจิตมันจะสงบอยู่กับพุทโธ พุทโธ มันก็เป็นเพียงสงบชั้นต้น ๆ ถ้าหากมันสงบนิ่งลงไปจริงๆ แม้แต่เพียงแค่เป็นอุปจารสมาธิ คือสมาธิที่เฉียดๆ เข้าไป แค่คำบริกรรมภาวนานั้นมันจะจางหายไป และเมื่อกำหนดมันนิ่งเป็นอัปปนาสมาธิจริง ๆ แล้ว คำบริกรรมภาวนานั้นจะหายไปโดยเด็ดขาด ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย มีแต่ความเป็นหนึ่งของจิตคือเอกัคคตาเท่านั้น จงสังเกตดังนี้
แต่อีกอย่างหนึ่ง ในเมื่อเราบริกรรมภาวนาอยู่ อาการที่จิตจะสงบนั้นมันมีคล้าย ๆ กับจะง่วงนอน อาการที่จิตจะก้าวเข้าไปสู่ความสงบนั้น คืออาการคล้ายนอนหลับ มันคล้ายนอนหลับจริง ๆ ถ้าหากว่าท่านสังเกตดูเวลาท่านจำวัด จิตของท่านบางทีอาจจะแสดงอาการโงก ๆ หรือบางทีคล้าย ๆ กับตัวมันจะลอยไป แล้วในที่สุดมันก็หลับหลับมิดไปเลยไม่รู้สึกอะไร แต่ว่าอาการที่จิตแสดงความสัมพันธ์เกี่ยวกับการภาวนา ในเมื่อมันแสดงอาการวูบๆ ๆ ลงไปแล้วนิ่งพั่บมันจะเกิดความสว่างขึ้นภายในจิต ถ้าหากมันนิ่งพั่บมันมืด มันก็นอนหลับอย่างธรรมดา มันเป็นได้ทั้ง 2 อย่าง และอาการที่มันจะก้าวลงสู่ความเป็นเช่นนั้น มันมีอาการเหมือน ๆ กับเราจะนอนหลับในวาระแรก ๆ อันนี้สังเกตให้ดี แต่ถ้าหากมันวูบลงไปแล้วนิ่ง มันมืดมิดหลับไปเลย อันนั้นมันเป็นการนอนหลับ ท่านจะนั่งอยู่ตลอดคืนยันรุ่งก็เป็นการนั่งหลับ แต่ถ้าจิตเข้าสมาธิแล้วมันวูบลงไปนิ่งๆ แล้วเกิดสว่างโร่ขึ้น คล้าย ๆ กับว่าเราจะมองขึ้นข้างหน้าหรือเบื้องหลัง อันนั้นจิตเป็นสมาธิ พึงสังเกตดังนี้
สำหรับการกล่าวธรรมะเกี่ยวกับการปฏิบัติเป็นการเริ่มต้นในวันนี้ ก็เห็นว่าพอสมควรแก่เวลา จึงขอยุติไว้แต่เพียงแค่นี้

จากหนังสือ ฐานิยปูชา ฉลองอายุครบรอบ 73 ปี หลวงพ่อพุธ ฐานิโย 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2537
|
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น