หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2554

กรรมฐาน

โดยพระมหาคมกริช สิริจันโท

              คำว่า กรรมฐาน นี้เป็นศัพท์ที่ท่านบัญญัติขึ้นมาใช้ใหม่ในสมัยหลังพุทธกาลแล้ว สมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้าทรงใช้ คำว่า ภาวนา ในความหมายของการฝึกสมาธิ เพราะการฝึกสมาธินั้นมีมาก่อนพระพุทธศาสนา กรรมฐาน แปลว่า ที่ตั้งแห่งการงาน คำว่างานในที่นี้คือ งานของใจ บางท่านแปลว่า อารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งงานเจริญภาวนา หรือที่ตั้งแห่งงานทำความเพียรฝึกอบรมจิต ได้แก่สิ่งที่ผูกใจให้สงบระงับ เป็นของมีอารมณ์เดียว เป็นวิธีควบคุมจิตใจให้สงบและเกิดปัญญา บางทีเขียนเป็น กัมมัฏฐาน ก็ได้ แต่นิยมเขียนเป็น กรรมฐาน
กรรมฐานนี้มีอยู่ ๒ อย่าง คือ สมถกรรมฐาน ๑ วิปัสสนากรรมฐาน ๑
          ๑.สมถกรรมฐาน คือ กรรมฐานเป็นเครื่องสงบใจ สมถกรรมฐาน มาจาก สมถะ แปลว่า สงบ กับ กรรมฐาน จึงแปลได้ว่ากรรมฐานเป็นเครื่องทำให้ใจสงบ คือมุ่งเน้นให้จิตใจสงบจากนิวรณ์ธรรมทั้งหลายอันเป็นตัวขัดขวางหรือกีดกันมิให้กุศลธรรมเกิดขึ้นได้เป็นสำคัญ  กรรมฐานชนิดนี้มุ่งเน้นให้จิตใจสงบเป็นสมาธิเป็นเบื้องต้นก่อน ทำให้จิตของตนตั้งมั่นไม่ฟุ้งซ่านออกไปข้างนอก จับมั่นอยู่ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง ในสมถกรรมฐานทีปนี ได้แสดงอารมณ์ของสมถกรรมฐาน  คืออารมณ์ที่ใช้เพ่งในการทำใจให้สงบ มี ๗ หมวดเมื่อว่าโดยอารมณ์มี๔๐คือ                ๑.) กสิณ วัตถุเป็นเครื่องสำหรับเพ่งเพื่อจูงให้เป็นสมาธิ ๑๐ อย่าง
๑.ปฐวีกสิณ  ๒.อาโปกสิณ ๓.เตโชกสิณ  ๔.วาโยกสิณ ๕.นิลกสิณ  ๖.ปีตกสิณ  ๗.โลหิตกสิณ  ๘.โอทาตกสิณ  ๙.อาโลกกสิณ  ๑๐.อากาสกสิณ
๒.)อสุภะ คือ สภาพอันไม่งามซากศพในสภาพต่างๆซึ่งใช้เป็นอารมณ์แห่งสมถกรรมฐานมี ๑๐ อย่างได้แก่
๑.อุทธุมาตกะ  ๒.วินีลกะ  ๓.วิปุพพกะ  ๔.วิจฉิททกะ ๕.วิกขายิตกะ  ๖.วิกขิตตกะ  ๗.หตวิกขิตตกะ  ๘.โลหิตกะ  ๙.ปุฬุวกะ  ๑๐.อัฏฐิกะ

๓.) อนุสสติ คือ  ความระลึกถึงอารมณ์ที่ควรระลึกถึงเนื่องๆมี ๑๐ อย่าง  ๑. พุทธานุสสติ    ๒. ธัมมานุสสติ  ๓. สังฆานุสสติ  ๔.  สีลานุสสติ   ๕. จาคานุสสติ  ๖. เทวตานุสสติ    ๗. มรณานุสสติ   ๘. กายคตาสติ   ๙. อานาปานสติ ๑๐.อุปมานุสสติ
๔.) อัปปมัญญา๔(พรหมวิหาร๔) ๑.เมตตา ๒.กรุณา ๓.มุทิตา ๔อุเบกขา
๕.) อาหารปฏิกูลสัญญา ๑.กำหนดพิจารณาความเป็นของน่ารังเกียจในอาหาร
๖.) จตุธาตุววัฏฐาน กำหนดพิจารณาธาตุ๔ พิจารณาเห็นร่างกายของตนโดยสักวันเป็นธาตุ๔
๗.) อรูป๔(อรูปฌาน๔)
              ๒. วิปัสสนากรรมฐาน คือ อุบายเรื่องปัญญา ได้แก่การเห็นแจ้งชัดตามความเป็นจริง วิ นั้นหมายถึง แจ่มแจ้ง หรือ ชัดเจน ส่วน ปัสสนา คือการเห็น เพราะฉะนั้น วิปัสสนากรรมฐานก็คือการเห็นอย่างแจ่มแจ้งชัดเจน ตามความเป็นจริงเป็นการภาวนาให้จิตเรียนรู้สภาวธรรมจากของจริง เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนผู้มีความต้องการแสวงหาความจริงจากธรรมชาติหรือปรารถนาความพ้นทุกข์ หรือหมายถึง การปฏิบัติธรรมที่ใช้ปัญญาเป็นหลักวิปัสสนากรรมฐานนั้นท่านกล่าวว่าสามารถบำเพ็ญได้โดยการพิจารณาสภาวธรรม หรือนามรูป คือ ขันธ์ ธาตุ อายตนะ อินทรีย์ เป็นต้น ว่าสภาวธรรมทั้งหลายเหล่านี้ล้วนตกอยู่ภายใต้กฎของธรรมชาติ คือ ไตรลักษณ์ ได้แก่ อนิจจัง ความไม่จีรังยั่งยืนเที่ยงแท้แน่นอน ทุกขัง ความเป็นสภาพที่ตั้งอยู่ไม่ได้ อนัตตา ความเป็นของมิใช่ตนและไม่ควรยึดว่าเป็นของตนพิจารณาโดยสภาพตามความเป็นจริงด้วยปัญญาแล้วจนสามารถถอนตัณหา อวิชชา กิเลสทั้งหลายที่พามาเกิดมาตายนี้เสียได้
         สรุปความว่า กรรมฐานทั้ง๒อย่าง คือ สมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานนี้ท่านกล่าวว่าสามารถให้คุณค่าที่สำคัญต่อชีวิตของมนุษย์เป็นอย่างมากเพราะสามารถนำพาชีวิตของเราให้ถึงความสงบร่มเย็นแห่งจิตใจ เมื่อฝึกฝนอบรมทำให้ดีพอแล้วอาจทำให้บรรลุอมตธรรมเป็นพระอริยบุคคลได้ ตามกำลังแห่งสติปัญญาที่สามารถเข้าไปละถอนกิเลสทั้งหลายเหล่านั้นได้ จนถึงที่สุดแห่งทุกข์คือการไม่ต้องกลับมาเกิดมาตายในภพแล้วภพเล่า นี้เรียกว่า  ถึงฝั่งแห่งพระนิพพาน ฯ


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น